Written by aud Sunday, 23 May 2010 18:56
ผมในฐานะผู้แนะนำการบริหารการ เงิน และภาษีของครอบครัวในระดับต่างๆ จะเขียนเรื่อง One Family Finance หรือการเงินภายในครอบครัว ผมจึงขอเปิดคอลัมน์กรณีศึกษาเรื่องแรก เกี่ยวกับการเงินของ มนุษย์เงินเดือน
เนื่องจากผู้มีรายได้ในประเทศไทย จำนวนมากมาจากการ กินเงินเดือนประจำ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ จัดว่าเป็นพวกที่น่าเห็นใจ เพราะเสียภาษีมากที่สุด เนื่องจากกฎหมายให้หักค่าใช้จ่าย ได้นิดเดียวเพียงปีละ 60,000 บาท ไม่ว่าจะมีเงินเดือนกี่หมื่น กี่แสน หรือกี่ล้านบาท และต้องเสียภาษีบ่อยที่สุด คือ ปีละ 12 ครั้ง ทุกเดือน เทียบกับบุคคลอื่นๆ ซึ่งเสียเพียงปีละ 1-2 ครั้ง
บทความของผมจะแทรกวิธีการประหยัดภาษี การมีจริยธรรมในเรื่องการทำงาน การทำบุญ การสอนลูก การออมเงิน ลงทุน และสร้างฐานะความเป็นปึกแผ่น ในอาชีพต่างๆ กว่า 12 ประเภท
ผมจึงขอยกตัวอย่างการเงิน ของมนุษย์เงินเดือน กรณีศึกษานายสมชาย อายุ 35 ปี เป็นวิศวกร แต่งงานแล้วกับนางสาวสุดสวย อายุ 34 ปี อาชีพขายตรงของ AMWAY มีบุตรชายหญิง 2 คน อายุ 8-10 ขวบ ฐานะการเงินตามตาราง
กล่าวโดยสรุป ครอบครัวนายสมชายมีเงินออมปีละ 424,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้ 1,850,000 บาท เท่ากับ 23% ถือว่าเขาออมได้ในเกณฑ์ดีมาก ข้อสำคัญจะต้องออมอย่างสม่ำเสมอทุกปี เมื่อพิจารณาจากทรัพย์สินและหนี้สิน เขามีทรัพย์สินสุทธิ (Net Worth) 7,400,000 บาท ฐานะการเงินของครอบครัวนายสมชายนับว่าแข็งแกร่งทีเดียว
ผมมีข้อสังเกตดังนี้
1.ภาษีอากร
ปีหนึ่งเขาจ่ายภาษี 236,000 บาท คิดเป็น 12.7% ของรายได้ นับว่าไม่สูงเกินไป และเขาวางแผนภาษีได้ดี กล่าวคือ ใช้ดอกเบี้ยผ่อนบ้าน และเบี้ยประกันชีวิตซึ่งหักภาษีได้ประเภทละ 50,000 บาท รวม 100,000 บาท เนื่องจากเขาเสียภาษีขั้นสูงสุดที่ 30% เขาจึงได้ลดภาษีจากรัฐบาลปีละ 30,000 บาท
แต่เนื่องจากเขายังไม่มีเงินกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพเลย เขาสามารถนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เพื่อหักภาษีได้อีกปีละ 15% แต่ไม่เกิน 300,000 บาท จากรายได้การทำงานเป็นวิศวกร และจากการขายตรง รวมกัน 1,700,000 บาท หากเขาซื้อหน่วยลงทุน RMF เต็มตามสิทธิที่ 255,000 บาท เขาจะได้ภาษีคืนอีก 30% = 76,500 บาท ทำให้ภาษีลดจาก 236,000 บาท เหลือ 159,500 บาท เท่ากับภาษีลดลงเหลือ 8.6% ของยอดรายได้
2.ค่าเล่าเรียนบุตรปีละ 100,000 บาท แสดงว่า นายสมชายให้ลูกเรียนหนังสือในเมืองไทยถือว่าเป็นการประหยัดเงินมากกว่าไป เรียนต่างประเทศ และพ่อแม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับลูกๆ
3.เขาเป็นหนี้เครดิตการ์ด อยู่ 50,000 บาท เสียดอกเบี้ยปีหนึ่งถึง 10,000 บาท เครดิตการ์ดเรียกดอกเบี้ยสูงมาก โดยที่เขามีเงินฝาก 1,000,000 บาท จึงไม่ควรจะติดหนี้เครดิตการ์ด จะช่วยประหยัดรายจ่าย 10,000 บาท
4.บ้านที่ซื้อไว้เดิมราคา 10 ล้านบาท เมื่อ 8 ปีแล้ว ปัจจุบันราคาตลาด 16 ล้านบาท ดังนั้น เขาจึงมีมูลค่าเพิ่มในตัวบ้าน (Home Equity) แฝงอยู่ 6 ล้านบาท ทำให้ทรัพย์สินสุทธิของเขาเพิ่มจาก 7.4 ล้านบาท เป็น 13.4 ล้านบาท บ้านอยู่อาศัยเป็นทรัพย์สินที่น่าลงทุนที่สุด เพราะนอกจากเจ้าของจะได้อยู่ฟรี หรือหากปล่อยเช่าก็ยังได้ค่าเช่าแล้ว ดอกเบี้ยผ่อนบ้านยังหักภาษีได้ปีละ 50,000 บาท และมีโอกาสที่บ้านราคาจะเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด เมื่อเทียบกับทรัพย์สินอื่น เช่น รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ ที่มีแต่ค่าสึกหรอ ส่วนเพชร หรือทอง ราคาจะไม่เพิ่มมากเท่ากับบ้าน เว้นแต่ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง เนื่องจากเพชรและทองคิดราคามาตรฐานตลาดโลกเป็น US Dollar หรือ EURO
สรุป
ครอบครัวนายสมชาย ถือว่ามีฐานะมั่นคง มีรายได้ทั้งสามีภรรยา มีประกันชีวิต การออมเงินซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี และมีทรัพย์สินของตนเองมากพอสมควร คือ มีบ้าน เครื่องประดับ หน่วยลงทุน และเงินฝากธนาคารที่ให้ความคล่องตัวในการใช้จ่ายได้ ผู้อ่านควรศึกษาและนำไปปฏิบัติเป็นตัวอย่าง
เรื่อง : ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร