


Written by BatMen
Thursday, 09 June 2011 09:43

ส.อ.ท.เผยผลสำรวจนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพรรคการเมือง 42.7-68.5% กระทบหนัก 6.7-16.9% อาจถึงขั้นปิดกิจการ แนะไม่ควรใช้หาเสียง ผู้ว่าฯ ธปท. ห่ว งนโยบายประชานิยมก่อปัญหาหนี้สาธารณะระยะยาว ยืนยันไม่พบเงินหายหมื่นล้านใช้ซื้อเสียง ผบ.ตร.รับเข้าใจผิด
เมื่อวันอังคาร นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลสำรวจผลกระทบที่มีต่อสมาชิก ส.อ.ท.จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากนโยบายพรรคการเมือง ระหว่างวันที่ 2 - 6 มิ.ย.54 พบว่าภาพรวมไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียง 2.20% เท่านั้น ขณะที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบมากถึง 42.7 - 68.5% และอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการ 6.7-16.9%
โดยจากผลสำรวจพบว่า ไม่ว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่ ผู้ประกอบการจากภาคตะวันออกได้รับผลกระทบมากถึง 100% แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องปิดกิจการ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบมากถึง 57.1% แต่อาจกระทบจนต้องปิดกิจการสูงถึง 14.2-28.5%
"ขณะ นี้ปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้น เพราะอัตราการเกิดลดลง คาดว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อีก 5 ปีข้างหน้าภาคอุตสาหกรรมจะขาดแคลนแรงงานมากถึง 5 แสนคน ซึ่งการที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดจะส่งผลต่อการปรับตัวในวง กว้าง เพราะนอกจากจะกระทบต่อแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบประมาณ 8-10 ล้านคนแล้ว แต่ยังมีแรงงานที่อยู่นอกระบบอีก 24 ล้านคน ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย" นายพยุงศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ 39.10% เห็นว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ควรนำนโยบายค่าจ้างมาหาเสียง ควรปล่อยไปตามกลไกของไตรภาคีและอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด โดย 18.8% เห็นว่ารัฐบาลควรหามาตรการคุมอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพมากกว่า โดยจะมีการหยิบยกประเด็นนี้ไปหารือร่วมกับตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการประชุมสัมมนาใหญ่ของ ส.อ.ท.ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ด้วย
แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.เปิดเผยว่า
โดย ภาพรวมผู้ประกอบการเห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรปรับขึ้นไม่เกิน 230 บาทต่อวัน จากเดิมที่อยู่ 210 บาทต่อวัน (ฐานค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพฯ)
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.กังวลว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มีลักษณะสัญญาว่าจะให้ อาจก่อปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ดังนั้น แต่ละพรรคการเมืองควรจะระบุให้ชัดเจนว่า จะใช้เป็นงบประมาณผูกพัน หรือใช้งบประมาณปัจจุบันในการทำนโยบาย
ขณะเดียวกัน
การ ใช้นโยบายการคลังเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ได้เกิดปัญหาการคาดการณ์แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อล่วงหน้าแล้ว และระยะต่อไปจะกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชน จนในที่สุดจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันดูแลเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว ผู้ว่าการ ธปท.ยืนยันด้วยว่า ธปท.ไม่ได้แจ้งความไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่ามีเงินหายออกจากระบบจำนวน 10,000 ล้านบาท ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และยังไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่ามีการเบิกถอนเงินสดผิดปกติแต่อย่าง ใด ทั้งนี้ เงินสดจำนวน 10,000 ล้านบาท ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเงินสดที่หมุนเวียนในระบบจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท หรือไม่ถึง 1% และตรวจสอบได้ยากในภาพกว้าง แต่หากมีการแจ้งเบาะแสเฉพาะจุด ธปท.ก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีผู้ว่าฯ ธปท.เป็นห่วงนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่ใช้เงินมาก อาจจะส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ ว่า
เรื่องของนโยบายเป็นเรื่องที่ดี และคิดว่าทุกพรรคการเมืองน่าจะจัดทำแผนให้เห็นในทางการเงิน การคลัง ว่านโยบายที่พูดทั้งหมดสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่มีปัญหา เพราะนโยบายของพรรคที่ทำได้ มีการพิจารณาควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณปี 2555 ที่รัฐบาลกำหนดเป็นเป้าหมายอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ ธปท.ระบุว่ามีเงินในระบบหายไปกว่าหมื่นล้านบาทนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เห็น บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดกัน เงินของใครตนก็ยังไม่ทราบ ตอนแรกตนก็ยังงงอยู่ คิดว่าคงเป็นความเข้าใจผิด ทั้งนี้ถ้าเงินมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานทุกหน่วยงานที่จะต้องดูแล เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธปท. ก็อยากให้มีการเข้มงวดกวดขันในช่วงนี้
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.กล่าวว่า
ได้ ตรวจสอบไปทาง ธปท.แล้วพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิด และทางธนาคารไม่มีการให้ข้อมูลต่าง ๆ กับทางตำรวจ สำหรับสถานการณ์ในการเลือกตั้งทั่วไปยังคงสงบเรียบร้อยเป็นปกติ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยถึงการตรวจสอบกระแสเงินในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า ขณะนี้ ปปง.กำลังรอข้อมูลธุรกรรมการเงินทั้งหมดจาก ธปท. เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของแต่ละธนาคาร ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีเงินหายออกไปจากระบบจริงหรือไม่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่ง ปปง.วิเคราะห์ธุรกรรมการเงินโดยแยกเป็นรายจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด คาดว่าในวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย.จะแถลงให้รับทราบได้ว่าพบข้อมูลอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ไม่อยากให้สื่อเร่งนำเสนอข่าว เพราะเกรงว่าหากมีการนำเงินออกจากระบบจริง ผู้กระทำการหรือที่เกี่ยวข้องอาจจะเลี่ยงมุดลงใต้ดินหมด
เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า ตามปกติหากมีการเบิกจ่ายเงินผิดปกติ สถาบันการเงินจะไม่แจ้งข้อมูลตรงมาที่ ปปง. แต่จะส่งหลักฐานมาให้ตรวจสอบในกรณีที่พบว่ามีเงินจำนวนมากหายออกไปจากระบบ จริง และต้องมีการตรวจสอบข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควบคู่กันไปด้วย ในส่วนของ ปปง.จะตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมใน 2 ช่วง คือช่วงที่พบว่าเงินหายออกไปจากระบบ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาเสียงของพรรคการเมือง และช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประมาณ 2 สัปดาห์ คือในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ และเชื่อว่าเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทั้ง 2 ช่วงก็จะทำให้เห็นภาพได้ว่า มีการนำเงินออกไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่
- Author Articles
More from this author:
- Latest Articles
Latest Articles:
- Most Read Articles
Most Read Articles: