2POTO Blog

ทูโพโต้ บล็อค,2poto,Blog
BatMen

'สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์ รายได้จะเป็นตัวแปรสำคัญ ฟรีแลนซ์บางคนมีคนมารอเข้าคิวจ้างเต็มไปหมด รายได้อาจจะมากกว่ามนุษย์เงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นพวกศิลปินนักแสดงก็ยิ่งมีรายได้เยอะมีอิสระในการเลือกทำงานได้ อย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องระวังคือ ความไม่สม่ำเสมอของรายได้เท่านั้นเอง บางคนมีรายได้เป็นวัน ถ้าดูแลเงินไม่ดีเงินก็อาจใช้หมดภายในวันเดียว'

@จด ทุกรายละเอียด.....ปฐมบทในการวางแผนการเงินของฟรีแลนซ์นั้นคือ การจดรายละเอียดรายได้ทุกอย่างที่ได้รับ เพราะโดยปกติอาชีพฟรีแลนซ์มักมีรายได้เข้ามาไม่แน่นอน บางคนได้ทุกวัน บางคนได้สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่บางคนได้เดือนละหลายครั้ง ฟรีแลนซ์หลายคนเมื่อได้เงินมาจึงใช้จ่ายหมดไปโดยไม่รู้ตัว

กาญจนา หงษ์ทอง

'ฟรีแลนซ์' อาชีพยอดฮิตแห่งยุคสมัย ของผู้คนโหยหาความอิสระและผลตอบแทนงามๆ ไม่ต้องทำงานซ้ำซากจำเจเข้างานเป็นเวลาเหมือนมนุษย์เงินเดือน

ฟังดู เหมือนเข้าที แต่เสียงสะท้อนจากผู้ที่ยึดอาชีพนี้ต่างบอกว่า รายได้ดีก็จริง แต่ทำไมเก็บเงินที่หามาได้ไม่ค่อยได้เลย บัญชีเงินฝากยังว่างโล่ง บางคนใช้เดือนชนเดือน และบางคนใช้แทบไม่ครบเดือน

ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญหาของผู้ยึดอาชีพฟรีแลนซ์นี้อยู่ตรงไหน และพวกเขาควรจัดการเงินทองอย่างไรดี ถึงจะทำให้การดำเนินอาชีพอิสระเป็นไปอย่างราบรื่นถึงบั้นปลายของชีวิต

Fundamentals ฉบับนี้ หยิบเรื่องราวการจัดการเงินทองของคนอาชีพนี้มานำเสนอ

*****

มี คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ที่ตัดสินใจเดินออกจากบริษัทและองค์กร เพราะต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และประกอบอาชีพอิสระ ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ ช่างแต่งหน้า คนเขียนการ์ตูน ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยความอิสระนั้น ก็ต้องมีการจัดการและวางแผนที่ดีด้วยเช่นกัน จึงจะทำให้ชีวิตการเป็นฟรีแลนซ์ของคุณนั้นดำเนินไปอย่างไม่ติดขัด

และ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพไหน หรืออาชีพใด แม้กระทั่งการเป็นฟรีแลนซ์ ก็ย่อมต้องมีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งสิ้น การจัดการเงินทองจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น ฟรีแลนซ์นั้น ผู้สันทัดกรณีหลายคนบอกว่า ยิ่งต้องวางแผนการออมและจัดการเงินทองที่รัดกุมกว่าคนที่ประกอบอาชีพใน บริษัทหรือองค์กร

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะการเป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้น ยังมีสวัสดิการ และช่องทางการออมในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การจัดการเงินทองของคุณนั้นง่ายขึ้น

'พัชรินทร์ 'ช่างแต่งหน้าฟรีแลนซ์ ยอมรับว่าในแต่ละวันเธอจะมีรายได้ไม่แน่นอน บางวันอาจมีรายได้หลายพันบาท แต่ในบางวันอาจจะได้แค่ 2-3 พันบาท ซึ่งเธอยอมรับว่ารายได้ที่เข้ามานั้นหากนับเป็นรายเดือน ถือว่าดีกว่าที่เธอทำงานประจำเสียอีก นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจลาออกเพื่อเป็นฟรีแลนซ์

'ถ้าคิดเป็นเดือนก็ ได้หลายหมื่นเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีเงินเก็บเป็นกิจจะลักษณะ บางทีก็เริ่มคิด เพราะเราก็อายุไม่น้อยแล้ว คิดเหมือนกันที่จะเริ่มต้นสะสมเงินออมเหมือนคนอื่น แต่พอจะเริ่มก็มักจะมีเรื่องให้ใช้เงินอยู่ตลอดเวลา ก็เลยเริ่มต้นจัดการอะไรไม่ได้เสียที ทั้งที่ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย แค่ผ่อนคอนโดมิเนียมอย่างเดียวเอง แต่เงินไม่เหลือ '

เรื่องของพัชริ นทร์คงเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียวที่นำมาเปิดเผย ยังมีฟรีแลนซ์อีกจำนวนไม่น้อยที่มีชีวิตไม่ต่างจากเธอ ขณะเดียวกันก็อาจจะมีฟรีแลนซ์อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่สามารถจัดการเงินทอง ได้อย่างลงตัว สำหรับใครที่ยังไม่ลงตัว ลองฟังความเห็นจากผู้รู้เหล่านี้ดู

ผู้ เชี่ยวชาญด้านเพอร์ซัลนัล ไฟแนนซ์อย่าง 'สุวภา เจริญยิ่ง' กรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต แนะว่าสำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์นั้น เพื่อให้มีทั้งอิสรภาพในการประกอบอาชีพและอิสรภาพทางการเงิน ก็ควรจะวางแผนการใช้เงินอย่างระมัดระวังและรอบคอบ โดยพื้นฐานของอาชีพนี้คือ รายได้รับเข้ามาไม่แน่นอน แม้จะมีสิทธิเลือกงานได้มากกว่าคนอื่น แต่งานที่เราชอบอาจไม่ได้เข้ามาตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อทำงานและมีรายได้เข้ามาก็ควรเก็บออมไว้และใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

'สำหรับ คนที่เป็นฟรีแลนซ์ รายได้จะเป็นตัวแปรสำคัญ ฟรีแลนซ์บางคนมีคนมารอเข้าคิวจ้างเต็มไปหมด รายได้อาจจะมากกว่ามนุษย์เงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นพวกศิลปินนักแสดงก็ยิ่งมีรายได้เยอะมีอิสระในการเลือกทำงานได้ อย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องระวังคือ ความไม่สม่ำเสมอของรายได้เท่านั้นเอง บางคนมีรายได้เป็นวัน ถ้าดูแลเงินไม่ดีเงินก็อาจใช้หมดภายในวันเดียว'

@จด ทุกรายละเอียด.....ปฐมบทในการวางแผนการเงินของฟรีแลนซ์นั้นคือ การจดรายละเอียดรายได้ทุกอย่างที่ได้รับ เพราะโดยปกติอาชีพฟรีแลนซ์มักมีรายได้เข้ามาไม่แน่นอน บางคนได้ทุกวัน บางคนได้สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่บางคนได้เดือนละหลายครั้ง ฟรีแลนซ์หลายคนเมื่อได้เงินมาจึงใช้จ่ายหมดไปโดยไม่รู้ตัว

สุวภาแนะ ว่า สิ่งที่ควรทำเมื่อเริ่มต้นจัดการเงินทองคือ จดรายได้ที่ได้รับในแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไหร่

'บางคนเป็น ช่างแต่งหน้า แต่งหน้าชั่วโมงเดียวได้เงิน 1,000 บาท คิดดูว่าแค่รับงานวันละ 3-4 เจ้าก็ได้หลายพันแล้ว รายได้จึงดีกว่ามนุษย์เงินเดือนอีก แต่ปัญหาของพวกนี้คือ เมื่อได้มาก็ใช้ไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เงินก็หมดไปโดยไม่รู้ตัว ความจริงถ้าจดลงไปว่าวันนี้เราได้มาเท่าไหร่ พรุ่งนี้ได้เท่าไหร่ ในเดือนหนึ่งเราก็จะรู้ว่าเดือนนี้มีรายได้เท่าไหร่ และถ้าจะให้ดีคือ จดไว้ด้วยว่าในแต่ละเดือนเราได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จะได้รู้ว่านิสัยการใช้จ่ายเราเป็นอย่างไร'

@ออมให้มากที่สุดเท่า ที่จะมากได้.....เพราะธรรมชาติของฟรีแลนซ์นั้นคือ การมีรายได้ที่ไม่นอน อนาคตของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนตามไปด้วย การรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต บรรดาฟรีแลนซ์จึงควรตั้งหน้าตั้งตาออมให้มากที่สุด และออมเท่าที่จะมากได้

สุว ภาบอกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปอาจจะออมเดือนละ 10-30% ของรายได้ แต่สำหรับฟรีแลนซ์นั้น ถ้าเป็นไปได้ให้กันรายได้มาออม 50% ทันทีที่ได้รับเงิน ที่เหลือค่อยจับจ่ายใช้สอย ถ้าทำแบบนี้ได้ถือว่าเป็นการสร้างวินัยในเบื้องต้น ขณะเดียวกันในแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ก็ต้องทำไปอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ใช้จ่ายเพลินมือ

'อย่าลืมนะ ว่าในแต่ละเดือนคุณยังไม่แน่ใจว่ารายได้จะมีเข้ามาเท่าไหร่ เดือนนี้อาจจะมากเดือนหน้าอาจจะน้อย หรือบางเดือนอาจจะแทบไม่มีเข้ามา ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่งคือ เมื่อมีรายได้รับเข้ามาเท่าไหร่ให้ออมไว้เลยครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยเงินที่คุณออมไว้ อาจจะไปช่วยเยียวยาอนาคตของคุณเองในกรณีที่บางเดือนอาจไม่มีรายได้เข้ามาเลย '

คำแนะนำของสุวภาสอดรับกับ 'ดารบุษป์ ปภาพจน์' ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ บลจ.ทหารไทย ที่ว่าฟรีแลนซ์ควรจะออมเงินให้มากที่สุด ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องยากไปสักนิดที่จะให้หันมาออมเงินอย่างมีวินัย

'จริงๆ แล้วก็ออมเงินเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้อาจจะทำให้เรื่องออมดูยาก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความไม่แน่นอนของรายได้ ทำให้พวกเขาควรจะออมให้มากที่สุด แต่หลายคนพอทำท่าจะออมก็ไม่มีวินัยที่เหนียวแน่นพอ '

@ ปรับไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย...ไลฟ์สไตล์ของฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย นิยมการเลี้ยงสังสรรค์และงานปาร์ตี้อยู่เป็นประจำ บางคนสังสรรค์สัปดาห์ละหลายวัน บางคนเมื่อได้เงินมาก็บินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศทันทีที่มีเงินเข้า กระเป๋า การกิน ดื่ม เที่ยวจึงเป็นไลฟ์สไตล์ติดตัวฟรีแลนซ์หลายคน

ดาร บุษป์ แนะว่าหากต้องการจัดการกับเงินทองอย่างจริงจัง จะต้องเริ่มจากการปรับไลฟ์สไตล์อย่างเอาจริงเอาจัง เช่น ลดความถี่ของการสังสรรค์ลงบ้าง ในที่สุดก็จะทำให้มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้ เพราะรายจ่ายอาจจะลดลงไปประมาณ 25%

'ถ้าคิดจะเก็บเงินก็ไม่ได้ยาก ไปกว่ามนุษย์เงินเดือนเลย แค่เปลี่ยนและปรับการใช้เงินของตัวเองบ้าง แต่ถ้าไม่ปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเลยแล้วอยากจะมีเงินเก็บ หมอที่ไหนก็ช่วยคุณไม่ได้'

@ ทำประกันเพื่ออนาคต...... การทำประกันเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่คุณสามารถทำได้ ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่ออนาคตของตัวคุณเอง สุวภาแนะว่าในแง่ของการออมนั้น นอกจากฝากเงินกับธนาคารสิ่งที่ฟรีแลนซ์ควรทำคือ จัดสรรเงินไว้ทำประกัน เพราะในอนาคตไม่มีอะไรเป็นหลักประกันชีวิต

ซึ่งประกันในปัจจุบันมี ให้เลือกหลายแบบ อาจจะเลือกทำแบบสะสมทรัพย์เพื่อชีวิตในบั้นปลายก็ได้ หรือจะทำแบบที่สามารถคุ้มครองในยามเจ็บไข้ได้ป่วย

@ ลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต.... นอกเหนือจากการออมเงินในแบบพื้นฐาน เช่น การฝากแบงก์หรือทำประกันแล้วสุวภาแนะว่าควรจะลงทุนในรูปของกองทุนรวมเพื่อ การเลี้ยงชีพ(RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว(LTF) เพราะกองทุนพวกนี้อย่างน้อยเป็นการออมและลงทุนที่ทำให้ชีวิตในวัยเกษียณอยู่ อย่างสุขสบาย

'ต้องนึกไว้เสมอว่า ฟรีแลนซ์ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนพนักงานบริษัท เพราะฉะนั้นเราต้องออมระยะยาวด้วยตัวของเราเอง อะไรที่เป็นช่องทางให้ออมในระยะยาวได้ก็ควรทำ เช่น LTF กับ RMF ก็ควรจะจัดสรรมาลงทุนในช่องทางพวกนี้อย่างละ 15% รวมกันแล้วก็ประมาณ 30% '

@ ก่อหนี้ให้น้อยที่สุด.....กฎการเงินอีกข้อหนึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ดารบุษป์บอก ว่า ควรจะก่อหนี้ให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ สินเชื่อบุคคล หรือเงินด่วน เพราะความที่รายได้ไม่แน่นอน หากสร้างหนี้ไว้มาก มีภาระต้องผ่อนชำระมาก แต่รายได้ในบางเดือนอาจไม่เพียงพอต่อการชำระ จนในที่สุดกลายเป็นหนี้เสีย และเสี่ยงต่อการที่ชื่อของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำอยู่ในเครดิตบูโร

สอด รับกับคำแนะนำของสุวภาที่ว่าสิ่งสำคัญของพวกฟรีแลนซ์คือ ควรสร้างหนี้ให้น้อยที่สุด เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรสร้างหนี้

'ความจริงการเป็นฟรีแลนซ์มีข้อดีข้อ เสียคละเคล้ากันไป ถ้ามองในแง่ของการเป็นหนี้นั้น พวกฟรีแลนซ์มักจะไม่ได้รับการนำเสนอจากพวกบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะ เป็นพวกบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หรือแม้กระทั่งจะกู้ซื้อรถบางทีก็กู้ได้แค่ 70-80% ขณะที่พวกมนุษย์เงินเดือนมีแต่พวกบัตรเครดิต เงินด่วนไปนำเสนอ เวลาจะกู้ซื้อรถก็ได้เกือบ 100% ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ฟรีแลนซ์มีโอกาสสร้างหนี้ได้น้อยกว่าพวกมนุษย์ เงินเดือน'

@ใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ.....ข้อนี้เป็นหลักที่คนทั่วไป ใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นฟรีแลนซ์ เพราะทุกวันนี้คนมักจะพกบัตรเครดิตกันหลายใบ และบางคนใช้บัตรเครดิตเกินตัว ใช้อย่างขาดสติ จนในที่สุดก่อให้เกิดหนี้พอกพูนขึ้นมา ซึ่งหนี้บัตรเครดิตนั้น หากชำระอย่างไม่สม่ำเสมอหรือไม่ครบตามจำนวน ก็จะกลายเป็นดินพอกหางหมูในที่สุด

'สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์เมื่อ รายได้ไม่แน่นอน ก็ควรจะจำกัดหรือตีกรอบการใช้บัตรเครดิตของคุณไม่ให้มากจนเกินไป ต้องคำนึงถึงเวลาจ่ายด้วย'

เหล่านี้ เป็นไกด์ไลน์คร่าวๆ ที่ผู้รู้ทั้งสองท่านได้หยิบมานำเสนอ สำหรับฟรีแลนซ์ทั้งหลายที่อยากจัดการเงินทองอย่างจริงจังแต่ยังไม่รู้จะ เริ่มต้นตรงไหนดี ก็ลองหยิบเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ เชื่อเถอะว่าช่วยได้แน่นอน


Tagged in: Untagged 

eXTReMe Tracker