ร้าน ถ่ายรูปด่วน ที่ โลตัส บ้านฟ้าปิยรมย์ คลอง 6 ลำลูกกา ปทุมธานี (กล้อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ / บริการถ่ายภาพ)ร้าน ทูโพโต้ ดอท คอม นอกจากจะให้บริการ อินเตอร์ เน็ต และเกมส์ออนไลน์แล้ว ยัง เปิดเป็นศูนย์ถ่ายรูป ด่วนดิจิตอล Digital Photo กับบริการการถ่ายรูปด่วน ... |
เขียนโดย clOs3r- วันพุธที่ 15 กันยายน 2010 เวลา 17:39 น.

สร้างบรรยากาศ... เปลี่ยนเรื่องยากเป็นง่าย "นักเรียนเงียบ ๆ หน่อย นักเรียนฟัง คุณครูกำลังส่งเสียงเพื่อควบคุมให้นักเรียนสนใจในสิ่งที่สอน ซึ่งเป็นธรรมชาติของบรรยากาศในห้องเรียนที่เรามักได้ยินเป็นประจำ ซึ่งผลที่ได้ คือ เสียงนั้นอาจค่อย ๆ เงียบลงแต่แล้วไม่นาน...ก็ดังขึ้นมาอีก
เสียงออดหมดคาบเรียน...ครูต้องหยุดสอน... ส่วนนักเรียนพากันเฮ!
นี่คือบรรยากาศที่ครูส่วนใหญ่ประสบพบเจอ ซึ่งสาเหตุนั้นคงหนีไม่พ้นความต้องการของเด็กนักเรียนที่อยากให้จบคาบเรียน ไว ๆ เพราะไม่ชอบเรียนวิชานั้นบ้าง ไม่อยากเรียนวิชานี้บ้าง... แต่สำหรับครูคนนี้ กลับพบเจอปฏิกิริยาตรงกันข้าม เมื่อเข้ามาในห้องเรียนทีไร เด็กกลับเงียบเสียงลงเองโดยปริยาย ตั้งใจและสนใจฟังในสิ่งที่เธอสอน มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ทั้ง ๆ ที่วิชาที่เธอสอนนั้นเป็นวิชาภาษาไทย ที่หลายคนอาจไม่ชอบ ใช่แล้ว...ครูคนนี้มี ชื่อว่า ครูกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ หรือที่เด็ก ๆ รู้จักกันดีในนามของ ครูลิลลี่ ครูลิลลี่ มีลูกศิษย์ลูก หามาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ซึ่งทุกรุ่นก็ไม่เคยลืมสิ่งที่ครู ลิลลี่สอนเลย เป็นเพราะอะไร ครูลิลลี่ เผยกลเม็ดมัดใจเด็ก ๆ ให้ฟังว่า จริง ๆ แล้วทุกคน ที่เป็นครูมีความรู้เท่า ๆ กัน เพราะเรียนมาจากตำราเล่มเดียวกัน แต่ในส่วนของเทคนิคการสอนแต่ละคนจะ ไม่เหมือนกัน โดยส่วนตัว ใช้ความเป็นธรรมชาติของตนเอง คือ เราเป็นอย่างไรเราก็เป็นอย่างนั้น เป็นคนที่ชอบอำ ชอบแซว ก็จะแสดงความเป็นตัวตนอย่างนั้นกับเด็ก โดยจะสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหา ด้วยหน้าตา น้ำเสียง และกิริยาที่แสดงออกไปนั้น ทำให้ความยากในเนื้อหาวิชาภาษาไทย ตำราที่เครียด ๆ ดูเบาลง น่าสนใจขึ้น จะช่วยให้เด็กสนุกเวลาเรียน และรับในสิ่งที่เราสอนได้ง่าย
การคุมเด็กให้อยู่ในเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยให้สนใจเราตลอดไม่ใช่แค่สนุกอย่างเดียวต้องตรึงด้วยการออกนอกเรื่องบ้าง สอนให้เด็กคิดในเรื่องต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว โดยจะนำข่าวในช่วงนั้น ๆ มาเป็นมุกเล่นกับเด็ก แต่ก็ต้องรู้จักค่อย ๆ หยอดมุกเข้าไปเป็นจังหวะ ให้เหมาะสมกับเรื่องที่สอน เพื่อเป็นการพัก ไม่ใช่อยู่ในตำราตลอดเวลา อย่างวันเด็กที่ผ่านมา ถามเด็กว่า คำขวัญวันเด็กมีว่าอย่างไรบ้าง หนูทำตัวเหมาะสมกับคำขวัญหรือยังคะ คำขวัญมีว่า คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม ถามเด็ก หนูมีครบทุกตัวหรือยัง ยังขาดตัวนั้นอยู่ ทำยากหรือคะตัวนี้

ช่วงใดจะต้องผ่อนคลาย นั้น จะดูจากสีหน้าและอา กัปกิริยาของเด็ก ถ้าเริ่มจับปากกามาหมุน เริ่มโงกเงก หันหน้าคุยกันเองแล้ว เราก็จะออกนอกเรื่องค่อย ๆ วกออกจากบทเรียน ดูจังหวะให้เหมาะสม โดยจะให้เด็กผ่อนคลายและสนุกภายในบทเรียน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา เด็กจะได้ไม่หลงทางในการมาเรียนหนังสือ อาทิ กำลังสอนเรื่อง บุคลาธิษฐาน อ่านว่า บุก-คะลา-ทิด-ถาน คือ การให้สิ่งไม่มีชีวิตมีความรู้สึก ก็จะให้เด็ก ๆ ลองยกตัวอย่าง ทำสิ่งที่ไม่ใช่คนให้เป็นคน ก็จะยกตัวอย่างให้เด็กดูก่อน เช่น คุณครูลิลลี่คุยกับกำแพง หรือกำแพงคุยกับครูลิลลี่ หรือ ครู บ๊าย บาย รถ เพราะเก่ามากแล้วต้องขายทอดตลาดเป็นรถมือสอง จากนั้นเราก็ให้เด็กพูดบ้างว่าใครทำเป็นรูปประโยคบุคลาธิษฐาน ได้บ้าง มุกที่คิดขึ้นมาเองแล้วเด็กพูดถึง จำในสิ่งที่สอนได้ จะเป็น คำเป็น คำตาย คือ หากเจอแม่ 3 แม่นี้ คือ แม่ กก กบ กด ให้จำว่า กบด (กบฏ) ใครเป็นกบฏมันต้องตาย แล้ว อีก 5 แม่ที่เหลือ คือ แม่ กม กน กง เกย เกนแต่แม่ คือ มนงยว โดยให้เด็กจำเป็นชื่อคน อ่านว่า มะ-นง-ยะ-เวอะ เป็นผู้หญิงชาวพม่า เป็นมือขวาของอองซานซูจี ขายธูปหอมแถวเจดีย์ชเวดากอง สร้างเรื่องราวผูกโยงให้เป็น ตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมา เพื่อ ให้เด็กจำให้ได้ว่า ถ้าเจอ แม่ กบด แสดงว่าเป็นคำตาย ส่วน แม่ มนงยว เป็นคำเป็น บางครั้งไปเจอนักเรียนที่เคยสอนเข้ามาทักทาย เด็กบอก ว่ายังจำ มะ-นง-ยะ-เวอะ ของครูได้อยู่เลย ก็รู้สึกภูมิใจ
หรืออย่าง ขุนแผน เด็กจะสับสนว่าใครเป็นแม่ ระหว่าง นางทองประศรี กับ นางศรีประจัน ครูก็เลยเอา แอน ทองประสม ซึ่งแอน กับ แผน เสียงสระเดียวกัน ในเมื่อ แอน ทองประสม ฉะนั้นขุนแผน ก็ต้องมีแม่ชื่อ ทองประศรี เพราะเสียงใกล้เคียงกัน ก็พยายามหาอะไรมาผูกโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เด็กมีเคล็ดลับในการจำ
รวมทั้ง คำว่า ลำไย ใช้สระอะไรสะกด ระหว่าง สระไอ กับสระใอ บางครั้งเด็กก็สับสนจำผิดจำถูก ครูก็จะสอนให้จำด้วยการผูกเรื่องว่า ลำไย เป็นต้นไม้ ต้นไม้ใช้สระอะไรลำไยก็ใช้อย่างนั้น เพราะลำไยเป็นต้นไม้
ไม่อยากให้เด็กเน้นวิชาการมากจนเกินไปนัก จนเครียด แต่สิ่งสำคัญ คือ เรื่องคุณธรรมที่มีอยู่ในตัว ที่จะทำให้เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ สามารถอยู่ในสังคม ต่อสู้กับงานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า การที่หนูเรียนได้เกรด 4 ทุกวิชา จบเกียรตินิยมอันดับ 1 นั้นไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นจะทำให้หนูมีชีวิตรอดจนถึง วันสุดท้ายของชีวิตได้
ครูลิลลี่กล่าวทิ้งท้ายว่า
เมื่อเราตัดสินใจที่จะมาทำอาชีพนี้แล้ว ซึ่งเป็นการสร้างบุญสร้างกุศล สร้างคน สร้างชาติ เป็นแม่พิมพ์ ฉะนั้น เราต้องเป็นต้นแบบที่ดีของเด็ก ๆ ให้ได้ นำความดี ความงาม ที่มีอยู่ในตัวเรามาโชว์ให้เด็กเห็น เมื่อคุณครูทำดีแล้ว เด็กก็จะเคารพศรัทธา แล้วคำว่าครูก็จะศักดิ์สิทธิ์ ในส่วนของเทคนิคในการสอนเป็นเพียงส่วนประกอบ แม้จะไม่มีเทคนิคในการสอน ไม่มีมุกให้เด็กขำ แต่เป็นครูที่มีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างแตกฉาน มีความจริงใจและรักในอาชีพนี้จริง ๆ แก่นแท้ของความเป็นครูอยู่ตรงนั้น ยึดแก่นแท้ให้ได้ ต่อให้เป็นครูที่มีเทคนิคแพรวพราวขนาดไหน แต่ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ก็ไม่มีประโยชน์ หากต้องการให้เด็กกราบไหว้ตลอดชีวิต ครูจะต้องมีแก่นซึ่งก็คือ เสียสละ เป็นผู้ให้และเมตตา

ครูแนน หรือ อริสรา ธนาปกิจ เป็นครูอีกคนหนึ่งที่พยายามคิดค้นสรรหาวิธีเพื่อให้เด็ก ๆ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก โดยห้องเรียนของครูแนน จะกระเพื่อมไปด้วยจังหวะดนตรี โดยบทเพลงที่ร้องแต่ละบทเพลงนั้น จะเป็นการ จดจำคำศัพท์บ้าง ไวยากรณ์ (Grammar) บ้าง ได้อย่างฝังลึก ส่งผลให้นักเรียนสนุกกับวิชาภาษาอังกฤษและจดจำศัพท์ได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างในเรื่อง ถ้า (if) ซึ่งจะมีอยู่ 4 แบบด้วยกัน จะให้น้องจำเป็นเพลงโดยทำเป็นเรื่องราวขึ้นมาว่า ครูถามเด็กชายป๊อดว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ป๊อดตอบ หมอครับ ครูก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นท่องตามครู ตรงนี้ก็ จะให้น้องร้อง ถ้าฉันขยันเรียนตั้งแต่วันนี้ โตขึ้นจะได้เป็นหมอ If I study hard right now, I will be a doctor เป็นแบบที่ 1 โดยน้องก็จะจำประโยคนี้ไปในเนื้อเรื่อง ไม่ต้องมานั่งท่อง แบบที่ 1 คือ If+S+V1 ต่อมา เมื่อป๊อดโตขึ้นป๊อดเป็นกรรมกร มีวันหนึ่งไม่สบายไปหาหมอ แล้วคิดขึ้นว่า ถ้าผมเป็นหมอ คงสุขีมีเงินทอง ก็จะให้น้องร้องว่า If I were you, I would be rich and happy เป็นแบบที่ 2 ต่อมาป๊อดแก่ลงมีหลานบอกกับหลานว่า ตอนเด็ก ๆ ตาอยากเป็นหมอ ถ้าตาขยันเรียนตั้งแต่ตอนนั้น ตาคงจะได้เรียนหมอ ก็ให้ร้องว่ I had studied hard those days, I would have studied medicine ซึ่งเป็นแบบที่ 3 เป็นการสมมุติเปรียบเทียบอดีตกับอดีต สุดท้าย แบบที่ 4 เป็นการเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน คือ ถ้าตาขยันเรียนตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ตาคงเป็นหมอ จะให้จำว่า If I had studied hard those days, I would be a doctor โดยจะมีบทละครพูดเข้ามา สอดแทรกในเนื้อเรื่องด้วย ส่วนมุกที่คิดขึ้นมาให้เด็กจำ คือ คำอุทานซึ่งจะมีอยู่ 4 แบบด้วยกัน คือ อุ๊บ (oop) เอาท์ (out) ทะดา (tada) และบิงโก (bingo) แล้วแต่ละคำจะใช้เมื่อไรก็จะสอนว่า อุ๊บ ใช้เวลา ซุ่มซ่าม ส่วน เอาท์ ใช้เวลา เจ็บ เหมือนคำไทย โอ๊ย สำหรับ ทะดา จะใช้เหมือนต้องการโชว์ เหมือนคำไทย แอ่น...แอน...แอ๊น สุด ท้าย คือ บิงโก ก็คือ ใช่เลย!
สอนให้น้องเล่นกับตัวเองทำเป็นประจำจะได้รู้ว่าคำไหนใช้เมื่อไร คือ ให้ฝึกหน้ากระจก ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจะมานั่งนึกว่าจะต้องใช้คำไหน เพราะเรื่องจริง ๆ เราจะพูดออกมาเลย ให้ฝึก เราซุ่มซ่ามทำปากกาตกก็ร้อง อุ๊บ! เอาปากกาจิ้มตัวเอง ร้องออกมาว่า เอาท์ ส่วนทะดา เหมือนพวกโรคจิตเปิดเสื้อให้ดูก็พูด ทะดา สุดท้าย ทำครบทุกอย่างแล้วก็ บิงโก
ครูแนน ให้แง่คิดว่า
ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก แต่เด็กชอบคิดว่า การทำผิดเป็นความล้มเหลว คือ กลัวที่จะพูดผิดบ้าง กลัวที่จะเขียนผิด กลัวใช้คำศัพท์ผิด สุดท้ายก็ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง กลายเป็นคนไม่รู้อยู่อย่างนั้น จึงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า การทำผิด ไม่ไช่ความล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตามก็ต้องเริ่มจากการพูดผิด พูดถูก เขียนผิด เขียนถูกบ้าง เป็นเรื่องปกติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ให้คิดว่าความผิดพลาดเป็นกระบวนการเรียนรู้ ถ้าต้องผิดก็ไม่เป็นไร เราก็จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ผิด
ในขณะที่ครูผู้สอน ผู้ที่มีอาชีพเป็นครูอยากให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้ในสิ่งที่สอนกันทุกคน เพียงแต่ว่าบางครั้งครูจะต้องปรับตัวให้เข้าใจเด็กใน ยุคนี้ด้วย ไม่ต้องรอให้มีการปฏิรูปการศึกษาหรือรอระเบียบจากทางรัฐให้ออกมาเสียก่อน แต่ต้องเริ่มด้วยตนเอง พยายามคิดเทคนิค ปรับกลยุทธ์ในการสอนเพื่อให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่สอนอย่างเต็มที่ เมื่อเด็กมีความสุขในห้องเรียน เชื่อว่า... ไม่มีเด็กคนไหนไม่สนใจที่จะอยากเรียน
เหล่าเรือจ้างคงต้องเผยกลเม็ดของตนเองออกมากันบ้างแล้ว...เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ถึงฝั่งอย่างภาคภูมิใจ. ทีมวาไรตี้
