โพโต้วิชั่น
หน้าหลัก
.

กลับไปคอลัมน์หลัก
การแข่งขัน

       ชีวิตของคนเรา ต่างเต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งสิ้น ตื่นเช้ามาก็ต้องแข่งกับ เวลามาขึ้นรถเมล์เพื่อให้ทันไปทำงาน พอถึงสำนักงานก็ต้องเร่งงานที่หัวหน้าสั่ง ซึ่งตัวหัวหน้าก็ถูกนายที่เหนือขึ้นไปอีกเร่งมาเหมือนกัน บางครั้งการที่ ต้องแข่งขันกันตลอดเวลานี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความเครียดขึ้นมา

       ความเครียดที่มากเกินไป อาจจะเป็นตัวก่อให้เกิดโรคแผนในกระเพาะอาหาร เกิดความเบื่อหน่ายการงานไปจนกระทั้งมีปัญหากับผู้อื่น
      แต่อย่างไรก็ตาม ความเครียดแต่พอดีๆ ยังเป็นสิ่งำเป็น ต่อการพัฒนาของมนุษย์ ถ้าเราทำงานที่เหมือนๆ กันทุกวัน โดยไม่มีความเคร่งเครียดเอาเสียเลย เราควไม่อยากปรับปรุงวิธีการทำงาน ให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเป็นแน่

       เพราะการที่เราต่างก็ต้องแข่งขันกันนั้นเอง ทำให้เกิดการเจริญก้าวหน้าของสิ่งต่าง ๆ ดูง่าย ๆ ว่า เฉพาะเรื่องการการ แข่งขันกันเดินทางไปยังดวงจันทร์ ระหว่างอเมริกาและรัสเซีย ทำให้มีการพัฒนาระบบสื่อสารคมนาคมอย่างมากมาย
      แต่การแข่งขันกันมักจะมีคำว่า "แพ้" กับ "ชนะ" ผู้ชนะ จะได้ได้รับการายกยบ่องได้รับบำเนห็จรางวัล ส่วนผู้แพ้ย่อมกินนำตาต่างข้าว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่ดี ยิ่งถ้าหากต้อง เป็นฝ่ายแด้อยู่บ่อย ๆ ย่อมทำให้ขาดความมั่นใจ ท้อแท้ในการทำงาน บางครั้งเป็นเหตุให้เกิดความอิฉาริษยากลั่นแกล้งกัน ลางครั้งในการณ?ีท่เกิดสภาพการแพ้ชนะอย่างชัดเจน อาจมีผลเสียตามหลังมาได้
      เราคงไม่ปฏิเสธข้อดีในเรื่องการแข่งขัน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายแต่หากการแข่งขันนั้นก่อให้เกิดความแกตกแยกของหมู่คณะ จำเป็นต้องมี เทคนิคบางอย่างเช้าช่วย เพื่อขจัดความขัดแย้ง
       ผมเคยได้อ่านข้อเขียนเกี่ยวกับการแข่งขันกันทำงาน ของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ในต่างจังหวัด โดยมีโครงการที่ให้พนักงานแข่งขันกันทำงานเพื่อเพิ่มผลิตไห้ได้มาก ๆ ใครที่เป็นผู้ชนะจะได้รับรางวัล ผู้แพ้ก็อด การแข่งขันระหว่างพนักงานที่ขึ้นเวรกะเช้ากับพนักงานกะดึก พอแข่งขันกันได้ไม่นาน ปรากฎว่า เกิดความไม่พอใจและกลั่นแกล้งกันขึ้น พวกขึ้นเวรกะเช้าทำเครื่องจักรให้เสียหายต้องเสียเวลา ซ่อมส่วนพวกกระดึกก็วางของระเกะระกะต้องเสียเวลาจัดที่ทำงานกันใหม่ ดังนั้นแทที่ผลผลิตจะเพิ่มกับกลาย เป็นลดลง แถมคนงานกระเช้ากับกะดึด กลายเป็นคนละพวกไปซะแล้ว
       การแข่งขันที่ดีนั้น ไม่ควรก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือเกิด สภาพการแพ้ชนะอย่างชัดเจนมากจนเกินไป ยิ่งหากสร้างความแตกต่างให้เกิดการเปรียบเทียบ (Contrast) กันมากเท่าไร ยิ่งทำให้มีผลเสียตามมามากเท่านั้น แต่ครั้นจะนิ่งเฉยไม่สร้างสิ่งกระตุ้นในการทำงาน ก็ย่อมไม่มีผลผลิตที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่ต้องมีผู้แพ้จะมีแต่ผู้ชนะครับ
       การแข่งขันที่ดีที่สุด คือ การแข่งขันกับตัวเอง หมายความว่า ให้เอาการเพิ่มขึ้นของผลผลิตเป็นตัว ตัดสิน เช่น เดิมทำได้ 100 ชิ้นต่อชั่วโมงก็พยายามที่จะทำให้ได้ถึง 150 ชิ้นต่อชั่วโมง
       เกณฑ์ที่ได้มาจากความแตกต่างในความสามารถของตนเอง แน่นอนว่าวิธีนี้ย่อมไม่มีใครแพ้ แต่จะมีชนะมากหรือชนะ น้อยกว่าเท่านั้น
       การแข่งขันกับตนเองยังเหมาะสมในกรณีที่ทักษะ (skill) ของพนักงานมีความแตกต่างกันมาก เช่นพวกกะเช้าอาจทำได้ผลผลิตดีกว่า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความสดชื่นหรอเหตุอะไรก็ตาม ส่วน พวกกะบ่ายหรือกะดึกอาจมีผลผลิตต่ำกว่าเล็กน้อย ไม่ควรที่จะเปรียบเทียบระหว่างกะเช้ากับกะอื่นๆ แต่ต้องเปรียบเทียบในกลุ่มของกะเช้าด้วยกัน หรือกะบ่ายด้วยกันเอง จึงจะนำเป็นข้อมูลในการชี้วัดความก้าวหน้า ของานได้ดี
       การแข่งขันที่ดี และสามารถสร้างแรงจูงใจที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่ง คือ มีผู้นะหลายคนโดยไร้ผู้แพ้ วิธีนี้เหมาะกับโรง งานที่ประกอบด้วยแผนการผลิตหลายอย่าง
       สมมติในโรงงานมีอยู่ 10 แผนก ผู้บริหารควรตั้งกฏเกณฑ์การให้รางวัลและประกาศรายชื่อแผนกที่มีผลงานดี เด่นมาก 3 แผนกแรก คนเก่งที่ได้รับรางวัลจึงมีหลายคน อย่างนี้แผนกที่เหลือก็จะไม่รู้สึกหมดกำลังใจ ระวัง ไว้ว่าอย่าให้ใครต้องเสียหน้าเพราะ ตนเองได้ที่โหล่ก็แล้วกัน
       อีกรูปแบบหนึ่งของการแข่งขันก็คือ การแข่งขันในคนละเรื่อง โดยที่จะต้องมีตังชี้วัดผลงานไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ในโรงงานมีอยู่ 5 แผนก คือ ทำตัวถังรถ ประกอบ ติอตั้งเครื่องยนต์ พ่นสีกันสนิท และตกแต่งภายนอก โดยภายในแหนกจะมีการเรียบเทียบผลงานของพนักงานแต่ละคนว่าดีขึ้นหรือแย่ลงเท่าไหร่ เช่น แผนกทำตัวถังรถ เดือนมกราคมพนักงานแต่ละคนว่าดีขึ้นหรือน้อยลง นำไปเปรียบเทียบกันเป็นค่าตัวเลข พลังงานที่ผลงานที่ดีขึ้นมากที่สุด เป็นผู้ที่สมควรได้รับรางวัลและการยกย่อง หรือแผนกตกแต่งภายนอก อาจจะวัดผลในเรื่องความเรียบร้อยและความ สวยงามของตังวรถ ซึ่งก็แล้วแต่รูปแบบของงานในแผนกนั้น ๆ
       ผู้ที่ได้รับรางวัลและการยกย่องจะต้องประกาศไว้ในที่เปิดเผย แน่นอนว่าวิธีนี้แฝงการแข่งขันกับตนเองเอาไว้และยังเป็น แกรงกระตุ้นพนักงานต่างแผนกจะไม่มีการน้อยเนื้อต่ำใจในผลงาน เพราะใช้ตัวชี้วัดผลงานไม่เหมือนกัน หรือไม่ได้แข่งในเรื่องเดียวกันอย่าง ชัดเจน ที่สำคัญคือ การประเมินจะต้องมีความยุติธรรมให้มากที่สุด
       ส่วนรูปแบบการแข่งขันที่ไม่ควรทำเลย คือการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่าง 2 แผนกที่ทำงานเหมือนกัน อย่างเช่น ตัวอย่างของคนงานกะเช้าและกะดึกที่เกริ่นให้ฟังตอนแรก ซึ่งจะมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะที่ชัดเจน จะก่อผลเสียมากกว่าผลดี
       การแข่งขันที่ก่อผลเสียมากกว่าผดีอีกอย่างก็คือ การแข่งขันกันเพื่อที่ะไม่เป็ฯอันดับบ๊วยหรือที่โหล่ โดยที่ไม่สนใจ ว่าตนเงอจะมีผลงานที่ดีมากน้อยเพียงใด แต่เคร่งเครียดกับการที่ไม่ยอมได้ชื่อว่ามีผลงานอยู่ดันดับสุดท้าย ซึ่งจะต้องถูกลงโทษ อาจจะเป็นการลดโบนัส ถูกตัดสวัสดิการพิเศษ เป็นต้นตัวอย่างเช่น การแข่งขันแนวนี้ในกล่ม เซลส์แมนจำนวน 20 คน ของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีการกำหนดไว้ว่า หากพนักงานคนไดให้บริการลูกค้าแย่ที่สุด ถูกลูกค้าบ่นมากที่สุด จะต้องถูกลงโทษ วิธีนี้สร้างความตึงเครียดแก่พนักงานอย่างมาก และไม่มีตัวกระตุ้นให้พนักงาน พยายามกันอย่างเต็มที่ แถมยังเสี่ยงต่อการกระทบกระทั้งกัน เป็นการแข่งขันที่เกิดผลเสียมากกว่า
       อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่มีประโยชน์และได้ผลดี จะเป็นตัวที่ช่วยสร้างความเจริญก้าวหน้าในองค์กร สิ่งที่สำคัญที่สสุด ก็คือ ต้องคิดถึงใจเข้าใจเราด้วย จะได้คาดเดาความรู้สึกกันออกว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้ แล้วเรารู้สึก อย่างไรบ้าง และเรื่องได ที่แข่งขันกันแล้ว จะสร้างความเป็นความศัตรูกันก็ไม่ควรส่งเสริม แต่เรื่องไดที่มีการแข่งขัน ที่ดีขึ้นทั้งกับพนักงานและต่อองค์กร ก็น่าที่จะรีบส่งเสริมให้ทำน่ะครับ

.
.
. หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ .