|
#วิชวลเบสิค/การพัฒนาโปรแกรม
 | | |  | | | | | ชำแหละจุดอ่อนอุตฯซอฟต์แวร์ไทย มีแต่รายย่อย-ขาดศักยภาพรับงานใหญ่
ชำแหละอุตฯซอฟต์แวร์ไทยอับเฉา ต้องรอเก็บตกงานเล็กๆ จากบริษัทต่างชาติ ชี้จุดอ่อนซอฟต์แวร์เฮาส์ไทยมีแต่บริษัทเล็กแบบโฮมเมด ขาดประสบการณ์-ทักษะชั้นสูง แนะหาทางรัดดึงพันธมิตรต่างชาติเสริมความแข็งแกร่ง หรือผนึกกำลังรวมกลุ่มคอนซอร์เตี้ยมสร้างความพร้อม ขณะที่ 'ทักษิณ' ใช้งบฯ 50 ล้านบาทดันตั้ง 'ศูนย์ซอฟต์แวร์เยาวชน' ส่งเสริมด้านมัลติมีเดีย
ในขณะที่รัฐบาลมีนโนบายสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทย พร้อมกับมีนโยบายให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือ SIPA (Software Industry Promotion Agency) เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ซึ่งภาครัฐคาดการณ์ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าหากมีการสนับสนุนที่ถูกต้องชัดเจนจะทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยโตถึง 90,000 ล้านบาท ส่งออกได้ถึง 14,000 ล้านบาท และลดสัดส่วนการนำเข้าเหลือเพียง 50%
นายมนู อรดีดลเชษฐ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย (เอทีซีไอ) และคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (เอ็นไอทีซี) กล่าวถึงทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยว่า แม้ความต้องการของซอฟต์แวร์ในตลาดมีสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยยังค่อนข้างซบเซา เนื่องจากลูกค้านิยมใช้ซอฟต์แวร์นำเข้าจากต่างชาติ โดยเฉพาะระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ ส่วนที่จะตกมายังซอฟต์แวร์เฮาส์ไทยก็เป็นซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก
'อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยยังมีจุดอ่อนในด้านการขาดบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและทรัพยากรมากมายมาเป็นหัวหอกหลักที่จะเข้ามาช่วยแข่งขันกับบริษัทใหญ่ต่างชาติ หรือเข้ามาช่วยรายเล็กนำผลิตภัณฑ์เสนอสู่ตลาด เนื่องจากบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กมักไม่ได้รับงานโครงการจากภาครัฐหรือแม้แต่บริษัทเอกชน เนื่องจากไม่ได้รับความไว้วางใจ'
นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ไทยก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดซอฟต์แวร์ต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจซอฟต์แวร์ไทยยังขาดทักษะความชำนาญระดับสูงเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียริ่ง หรือขาดนักออกแบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยยังขาดประสบการณ์ในการดัดแปลงวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับอุตสาหกรรม แต่ส่วนใหญ่เป็นระดับโฮมเมด ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาในแง่ตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาของทั้งระบบ
สำหรับแนวทางการแก้ไขนายมนูเสนอว่า การผลักดันให้ซอฟต์แวร์ไทยเป็นที่รู้จักในตลาดจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิดบริษัทซอฟต์แวร์ไทยขนาดใหญ่ ซึ่งแบ่งเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ การให้บริษัทต่างประเทศมีการลงทุน 100% ในประเทศไทยเข้ามาช่วยเป็นเป็นตัวแทนในการสนับสนุนการตลาดซอฟต์แวร์ไทย, ดึงบริษัทต่างประเทศร่วมทุนกับบริษัทซอฟต์แวร์เฮาส์ไทย และการให้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยรวมกลุ่มเป็นคอนซอร์เตี้ยมสร้างความแข็งแกร่งและใช้ทรัพยากรร่วมกัน
นายมนูกล่าวว่า โดยบริษัทซอฟต์แวร์ที่จะพร้อมและมีความสามารถรับงานโครงการจากภาครัฐ, เอกชนโดยตรงหรือรับงานบริการซอฟต์แวร์ต่างประเทศนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ประมาณ 1,000 คนขึ้นไป เป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการรับงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ก็จะส่งต่องานด้านต่างๆ ไปให้บริษัทย่อยลงมา
'บริษัทที่มีศักยภาพในการเป็นหัวหอกหลักอาจต้องเป็นการลงทุนของบริษัทโทรคมนาคม เพื่อให้มีแรงกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง เพราะกลุ่มนี้มีเงินทุนและทรัพยากรจำนวนมาก และการเป็นธุรกิจด้านไอซีที (Information Communications Technology) ก็ทำให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายหรืออาจเป็นบริษัทรับวางระบบ (SI) ขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการเป็นบริษัทหัวหอก เพื่อไปดึงบริษัทต่างประเทศเข้ามา'
ทั้งนี้ เมื่อมีบริษัทหัวหอกเกิดขึ้น ลูกค้าองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในประเทศ เช่น ธนาคารและหน่วยงานภาครัฐ และในต่างประเทศก็จะมีความมั่นใจที่จะให้กลุ่มนี้รับผิดชอบงาน และจะสร้างความคึกคักให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดรองๆ ลงมา และช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถก้าวกระโดดได้ไกลมากกว่ารูปแบบการรวมตัวกันเองของซอฟต์แวร์เฮาส์ไทย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลได้มีความพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยจัดทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ICT รวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ หรือ SIPA (Software Industry Promotion Agency) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือ SIPB (Software Industry Promotion Board) เพื่อมากำหนดแนวทางและนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย โดยจะอยู่ในการกำกับดูแลรับผิดชอบของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) โดยเนคเทคได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการไปแล้ว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มีนโยบายให้สร้างศูนย์ซอฟต์แวร์เยาวชน (Kid Software Center) ขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเด็กเยาวชนไทยที่มีพรสวรรค์ด้านคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านมัลติมีเดียและภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ซึ่งเป็นทักษะที่เด็กไทยมีความโดดเด่น
ภาครัฐจะช่วยสนับสนุนเครื่องมือและครูฝึกสอนให้ความรู้แก่เด็ก พร้อมกับจะสนับสนุนส่งเสริมเด็กที่มีความสนใจให้เรียนต่อในระดับต่างๆ และวางโครงการนำเสนอไปยังต่างประเทศเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของคนไทย เพื่อที่จะดึงงานจากต่างประเทศเข้ามา เพราะตลาดต่างประเทศต้องการผู้มีทักษะด้านดังกล่าวจำนวนมาก อาทิ อุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวูด, เกมคอมพิวเตอร์และการ์ตูนในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งตลาดอุตสาหกรรมโฆษณาด้วย
โดยขณะนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เนคเทค และทบวงมหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันพิจารณาและร่างแผนงานโดยมีงบประมาณ 50 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี โดยมีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวที่อาคารโรงเรียนเตรียมทหารเก่า ถนนวิทยุ
โดยคุณ : ประชาชาติธุรกิจ -
[ 9 เม.ย. 2002 , 04:28:37 น. ]
| | | | | | | | | | |  | | | |  | |
 | | |  | | | | | คำแนะนำ
ไม่ต้องตั้งงบ ส่งเสริมอะไรมากก็ได้ เพียง ต้องกฎหมาย ป้องกันการละเมิด ลิขสิทธิได้ ผู้พัฒนาโปรแกรมจะได้มีรายได้มาสร้างองค์กรของตนเองให้ยิ่งใหญ่แล้วก็ ส่งออกเยอะๆๆ เอง แต่นี่เขาไม่ทำกานเพราะ ทำไปก็ อะนะ แค่นี้ไม่เสียงบอะไร แล้วการเติบโตก็มา แบบ ไม่คาดคิดด้วยคอยดูสิ โดยคุณ : โปรแกรมเมอร์ -
[ 7 ส.ค. 2002 , 22:10:02 น.]
| | | | | | | | | | |  | | | |  | |
|
ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
|
|
| |