หน้าหลัก    ค้าปลีก   วิสัยทัศน์ เจ้าของกิจการ คมความคิด การพัฒนาตนเอง สุขภาพจิต นา ๆ สาระ
.

  ธุรกิจค้าปลีกบนรถไฟฟ้า BTS
  ขายของกิ๊ฟต์ช็อปบนรถเข็น
  ขายของที่ตลาด

ขายของที่ตลาด


 จากผู้บริหารค้าปลีกที่ขึ้นชื่อของประเทศไทย วันหนึ่งฉันอยากที่จะทำอะไรที่ไม่เคยทำ ซึ่งแตกต่างจากงานประจำที่ทำ โดย เจียดเวลาวันหยุดพักผ่อนของตนอาทิตย์ละ 1 วัน เพื่อลองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ โดยลงทุนทำอะไรเล็ก ๆน้อย ๆ กับเพื่อน หาสินค้าไปขาย ที่ตลาดในตอนเย็น พึ่งเข้าใจถึงชีวิตพ่อค้า แม่ค้าที่หน้าดำคล่ำเครียดตากแดดตาดลม กว่าจะได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ ตอนที่เราเป็นลูกค้าเราก็อยากเลื่อกแต่ สิ่งที่ดีที่สุด แต่เมื่อเราอยู่ในบทของพ่อค้าแม่ค้า เราก็อยากที่จะระบายของเก่าหรือไกล้ชำรุด เสียหายก่อนเพราะถ้าเราไม่สามารถ ระบายสินค้าได้ นั่นคือ สินค้าเสียหายนั่นเอง วันแรกของการตั้งแผงที่ตลาดตั้งแต่เย็น ถึง 2 ทุ่ม ฉันขายได้เพียง 145 บาท (ซึ่งแตกต่างกับงานประจำที่รายได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อย ตากแดดตากลมเพียงนี้) ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา พยายามนำออกมาใช้ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อยากที่คิดเลย มีอีกมากที่ประสบการณ์จากหนังสือ หรือในห้องเรียน ไม่พอเพียง เท่ากับการเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือได้เห็นกับตาตัวเอง
ตอนที่ 2 หมีน้อยผจญภัยในดงโจร <ดินแดง>
อาทิตย์ที่สอง ขายได้ 180 บาท และวันนั้นฉันได้เจอกับนักเลงที่อ้างตนเป็นเจ้าถิ่น ขูดรีดเก็บค้าแผง(ไม่ใช้พนักงานเทศกิจ) พ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นก็ต้องยอมจ่ายเงินให้ไปเพราะไม่ต้องการมีเรื่อง รวมทั้งหมีน้อยด้วยก็ต้องจ่าย ตั้งแต่นั้นหมีน้อยคิดใว้ในใจว่าจะไม่มาขายที่นี้อีก เพราะทนการเอารับเอาเปรียบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจที่อยู่เขตนั้นจะทราบหรือไม่ว่าที่ตลาดแห่งนี้ยังมีอินธิพลมืดครอบง่ำอยู่ ได้แต่สงสารพ่อค่าแม่ค้าแถวนั้นที่ไม่มีทางเลือก กว่าจะหาเงินได้แต่ละบาทก็ต้องเจียดแบ่งให้นักเลงคุมตลาด
ตอนที่ 3 หมีน้อยมองหาทำเลใหม่
จากนั้นหมีน้อยก็มองหาทำเลใหม่ แถวหน้า อสมท ไปสำรวจพื้นที่ 2 วัน ก็ตัดสินใจว่าที่นี่ แหละที่หมีน้อยต้องการ แต่หมีน้อยยังไม่คิดจะลงทุนอะไรเพิ่มเติม เพราะยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือสินค้าที่เหมาะที่จะขายในย่านนั้น และอยากละบายสินค้าเก่าไม่ให้ค้างสต๊อก หน้าอสมทส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นคนทำงาน ช่วงเวลาเที่ยง ๆ จะมีคนทำงานมาเดินมากเป็นพิเศษ แต่ส่วนมากจะเดินดูสินค้ามากกว่าที่จะซื้อ เป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทุกคนจึงเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดละวัง วันนั้นหมีน้อยที่น่ารักต้องหน้าเศร้า เพราะขายได้ 35 บาท จากที่ค่าสถานที่ต้องจ่าย 120 บาท (ค่าโต๊ะตัวละ 20 บาท) เป็นอย่างที่หมีน้อยคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องขาดทุน เพราะสินค้าที่หมีน้อยที่นำมาขาย เป็นสินค้าสำหรับเด็กและวัยรุ่น แต่ด้วยความอยากลองขาย ก็เลยได้ผลอย่างที่คิด ไม่ใช่แต่หมีน้อยที่ขายไม่ได้ แม่ค้าที่อยู่บริเวณเดี่ยวกันก็ขายไม่ได้เหมือนกัน เท่าที่สังเกตุ สรุปแล้วมีคนอยากจะขายมากกว่าจะซื้อ อาจเป็นเพราะว่า ทุกคนอยากจะหารายได้เพิ่มมากขึ้น หมีน้อยอยากจะเตือนผู้ที่คิดจะลงทุนอะไรคิดให้รอบคอบก่อน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ต้องการซื้อสินอะไร ไม่ใช่แค่เห็นคนเยอะ ก็สรุปคิดว่าน่าจะขายได้ แต่ลืมคิดไปว่า คนเยอะแต่ไม่ซื้อ มันก็แค่เป็นภาพลวงตา แต่..หมีน้อยจะสู้ต่อ เพื่อสร้างประสบการณ์เพิ่มความมั่นใจกับสิ่งที่คิดไว้ในใจ
เทคโนโลยีกับร้านค้าปลีกในมุมมองของหมีน้อย
ทุกวันนี้หมีน้อยสังเกตุเห็นได้ว่าร้านค้าปลีกได้ ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น การให้บริการถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด หมีน้อยจะขอกล่าวถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับการให้บริการของแคชเชียร์ จะเห็นได้ว่าร้านค้าปลีกไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ มีการปรับตัวโดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้โดยใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารณ จุดขาย หรือ POS (POINT OF SALE) เครื่องบาร์โค้ท แต่ก่อนร้านค้าปลีกส่วนมากจะใช้เครื่องคิดเลขหรือลูกคิดในการคิดเงิน ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ขายดีทำให้เสียเวลาและอาจเสียลูกค้าเนื่องจากต้องมาเสียเวลารอคิวยาวเพื่อชำระเงิน เมื่อนำระบบ POS และระบบบาร์โค้ทมาใช้ ทำให้การบริการลูกค้าเป็นไปได้สะดวก รวดเร็วและลดข้อผิดพลาดในการคิดคำนวณ ตัวอย่างเช่น เพียงแต่นำสินค้ามา SCANผ่านเครื่องบาร์โค้ทเท่านั้นจะทำให้เราทราบราคา โดยราคาจะปรากฏหน้าจอเครื่อง นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้จะจัดเก็บยอดจำนวนลูกค้า บันทึกยอดขาย ประจำชั่วโมง ประจำวัน สามารถจัดทำบัญชีรายวันได้และยังสามารถจัดลำดับยอดขายของสินค้าแต่ละตัวได้ว่าสินค้าในร้านตัวไหนขายดีที่สุด เพื่อเราจะได้ส่งเสริมการขายกับสินค้านั้นเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามหมีน้อยคิดว่า แคชเชียร์จะเป็นด่านสุดท้ายในการสร้างความพอใจทั้งหมดตั้งแต่ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้าจนกระทั้งชำระเงิน

สุดาวดี ปานแย้ม






แหล่งที่มา :-

TOP



.
. .
. Copy right(C)1999 by 2POTO GROUP Co.,ltd. .