 วิสัยทัศน์ของผู้นำ
|
|
|
|
-
-
|
ภูมิปัญญา-มรดกทางความคิดของมวลมนุษยชาต
|
อัลวิล ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) ผู้เขียน คลื่อนลูกที่สาม(The Third Wave) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "มนุษย์ได้ฝ่าคลื่อนมาแล้ว 2 ลูก และกำลังฝ่าไปสู่วิถึชิวิตใหม่ ซึ่งคนในยุคคลื่นลูกเก่า
ไม่เคยนึกฝันมาก่อน"
คลื่นลูกที่หนึ่ง การปฏิวัติเกษตรกรรมใช้เวลานับพันปี ก่อนที่จะแสดงตัวเองอย่างชัดเจน
คลื่นลูกที่สอง สังคมอุตสาหกรรม-ใช้เวลาเพียง 300 ปี
แต่ปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์หมุนตัวเองไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นไปได้ว่า คลื่นลูกที่สาม จะเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่าภายใน 2-3 ทศวรรษ
เราผู้ซึ่งบังเอิญมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ เราจะสัมผัสกับผลกระทบของคลื่นลูกที่สาม ในช่วงอายุของเรา
อารยธรรมใหม่จะขัดแย้งกับอารยธรรมอุตสาหกรรมแบบเก่า มันจะมีลักษณะเป็นสังคมแห่งเทคโนโลยีระดับสูง และต่อต้านอุตสาหกรรมในขณะเดียวกัน "
นอกจากนี้ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ยังได้กำหนดว่า "คลื่นลูกที่หนึ่ง เริ่มเมื่อประมาณ 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล และประมาณ ค.ศ. 1650-1750 เป็นช่วง
เวลาที่คลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นและทำลายคลื่นลูกเก่า แล้วเกิดคลื่นลูกที่สองขึ้น อันเป็นอารยธรรมอุตสาหกรรม
หลังจากนั้นในราว ค.ศ. 1955 ได้เกิดจุดหักเหขึ้นอีกครั้งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงทศวรรษที่มีการจ้างแรงงานในโรงงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก
เกิดคอมพิวเตอร์ เกิดการเดินทางด้วยเครื่องบินจัมโบ้เจ็ต มีการวางแผนครอบครัวด้วยยาเม็ด และมีการคิดประดิษฐกรรมต่าง ๆอีกมากมาย
ในทศวรรษเดียวกันนี้เป็นทศวรรษเดียวกันกับที่คลื่นลูกที่สามได้ก่อตัวขึ้นในอังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี สหภาพโซเวียต และญีปุ่น ทุกวันนี้ประเทศ
ไฮเทคกำลังไต่ขึ้นจากคลื่นลูกเก่า (ลูกที่สอง) ไปสู่คลื่นลูกใหม่ (ลูกที่สาม)"
ในยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร หรือสังคมสารสนเทศของคลื่นลูกที่สามที่กำลังย่างกรายเข้ามา มีข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ป้อนเข้าสู่โสตประสาทของเรามากมายในแต่ละวัน
แต่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เหล่านี้ มักเป็นขยะของข้อมูลข่าวสาร
ในวันหนึ่งๆ โดยเฉลี่ยแล้ว เราเสียเวลาให้กับบทความและข่าวสารบนหน้าหนังสือพิมพ์ประมาณ 50 นาที
สำหรับโฆษณาต่าง ๆ แล้ว ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้ว่าเราถูกยัดเยียดให้ดูและฟังมากมายเพียงได แต่ในจำนวนทั้งหมดนี้ร้อยละ 85 ถูกกลั่นกรองไปเพียง 15 เท่านั้นที่เราให้ความสนใจมัน
ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ ข้อมูลข่าวสารนั้นมีจำนวนมากมายมโหฬารและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบของคนในยุคนี้
จึงไม่มีเวลาในการพินิจพิเคราะห์ปัญหา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการย่อยและสรุปข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ให้อยู่ในรูปแบบที่มีเนื้อหาสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ความคิดก็สามารถ
เข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1-2 นาที ดังนั้นเราจึงมักไม่ค่อยพบเจอบทความยาว ๆ ในหนังสือพิมพ์ มีแต่บทความสั้น ๆ ที่ผู้อ่าน
สามารถอ่านให้หมดได้ภายในเวลาเพี่ยงไม่กี่นาที เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากปัจจัยทั้งสองประการดังกล่าวมา คือ
หนึ่ง ตัวข้อมูลข่าวสารมีลักษณะง่ายๆ หยาบ ๆ และเรียบ ๆ
สอง ผุ้อ่านสามารถรับ และทำความเข้าใจกับข้อมูลข่าวสารได้(ไประดับหนึ่ง)ไโดยไม่ต้องคิด
เมื่อเป็นเช่นนี้นาน ๆ เข้า ปัญญาหรือความนึกคิด ในการพินิจพิจารณาตรึกครองปัญหาของคนในสังคมจึงค่อยๆ ลดน้อยลง พลังของความรู้สึกนึกคิด
ในการมองปัญหาก็จะมีลักษณะหยาบ ๆ และผิวเผิน
ในปัจจุบันนี้ ถ้าหากข้อมูลข่าวสารไม่มากระตุ้นเราโดยตรง เราก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ ขณะเดียวกันเมื่อเรารับข้อมูลข่าวสาร เรากลับไม่สามารถพินิจพิเคราะห์ตรึกตรองข้อมูลข่าวสาร
ซึ่งเป็นทั่งสิ่งของหรืออักษรเหล่านั้นด้วยปัญญาที่มีอยู่ในตัวเราอย่างแท้จริง นี้เป็นวิกฤษการณ์ของสังคมในยุคปัจจุบัน ในขณะที่สังคมสารสนเทศกำลังพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
สังคมยุคไฮเทคในปัจจุบัน เป็นยุคสมัยแห่งการเน้นเหตุผล สำหรับคนในยุคนี้เหตุผลที่เราใช้ในการอธิบายหรืออ้างอิงสิ่งต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่จะเน้นถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
แต่เนื่องจากวิทยาศาสตร์นั้น เป็นวิธีการหรือเครื่องมือที่ใช้อธิบายกฏเกณฑ์ในการพัฒนาของสิ่งทางภาวะวิสัยและเป็นเครื่องชี้นำสำหรับมนุษย์ในการดัดแปลงโลก
ดังนั้นบทสรุปทางวิทยาศาสตร์ได ๆ ก็ตาม จึงเป็นความถูกต้องที่สัมพัทธ์ (มีเงื่อนไข ) เช่น น้ำเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซนติเกรดนั้น น้ำที่นำมาตัมจะต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์ และอยู่ภายใต้บรรยากาศของโลก
ถ้าน้ำมีสารต่าง ๆ ผสมอยู่ หรืออยู่ภายใต้บรรยากาศที่แตกต่างออกไป เช่นบนยอดเขา อุณหภูมิที่ทำให้เดือดก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เป็นต้น
สำหรับตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าปัญญาคือ การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการวินิจฉัยเพื่อรักษาโรค
ในปัจจุบันแพทย์มักจะเชื่อข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือที่ใช้ตรวจโรค เช่น เอ๊กซเรย์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นหลัก มากกว่าจะนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเสริมการตัดสินใจด้วยปัญญาของมนุษย์เอง
ดังนั้นจึงทำให้เกิดการวินิจฉัยโรคผิด และเกิดความผิดพลาดในการรักษาโรคอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีผู้เสนอให้สร้างเครื่องมือสำหรับตรวจและรักษาโรคแทนแพทย์
แนวโน้มเหล่านี้เป็นสิ่งอันตรายยิ่งที่เราควรให้ความสนใจ และอย่าให้วิทยาศษสตร์และเทคโนโลยีมาครอบงำปัญญาของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดความพิการทางปัญญาขึ้น
แหล่งที่มา :บทบางตอนจากหนังสือ ศาสตร์และศิลป์ ในการจัดการและบริหารแบบตะวันออก-ตระวันตก
TOP
|
|
.
|
|
.
|
|
.
|
|
.
|
Copy right(C)1999 by Amnart Viengkham.
|
.
|
|