Click here to visit our sponsor
Free Advertising from Click2Net!

             
  หน้าหลัก    ค้าปลีก   วิสัยทัศน์ เจ้าของกิจการ คมความคิด การพัฒนาตนเอง สุขภาพจิต นา ๆ สาระ
.

  ธุรกิจค้าปลีกบนรถไฟฟ้า BTS
  ขายของกิ๊ฟต์ช็อปบนรถเข็น
  ขายของที่ตลาด

ขายของกิ๊ฟต์ช็อปบนรถเข็น


ในช่วงเศรษฐกิจวิกฤตที่เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้หลายคนมีสภาพชีวิต ที่เปลี่ยนไป บางคนต้องถูกออกจากงานประจำเพราะบริษัทลดคน บางคนทำงานแต่ เงินเดือนได้รับ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือบางคน ต้องออกจากงาน เพราะบริษัทปิด กิจการ นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมากซึ่งต้องระหกระเหินไปหางานใหม่ แต่เมื่อ มองอีกมุมหนึ่ง วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้ทำให้หลายคน ค้นพบ ช่องทางอาชีพใหม่ โดยเฉพาะอาชีพ ที่เป็นการสร้างงานให้กับตัวเอง ซึ่งมีอยู่ไม่น้อย ที่ได้พลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส เพราะถ้าไม่มีวิกฤตโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของกิจการคงยังไม่มี หรือ ถ้ามีก็คงไม่รวดเร็วขนาดนี้
อย่างกรณีของผู้หญิงคนนี้ ธัญลักษณ์ รุ่งเรือง หรือคุณน้อยในอดีตนั้นเธอเคยมีงาน ประจำทำแต่เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยก็ได้โบกมือลา และใช้เงินทุน ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ซื้อของประเภทกิ๊ฟต์ช็อป มาขาย จนเวลาผ่านไปไม่นานนัก ทุกสิ่ง ทุกอย่างก็เริ่มลงตัว มีรายได้ไม่แพ้เงินเดือนประจำ จนมั่นใจว่า นี่ละช่องทางใหม่ของ ตัวเองที่พร้อมจะก้าวเดินสู่อนาคต ดังเรื่องราวของเธอที่จะนำมาบอกเล่า ต่อไปนี้
ชีวิตการทำงานของคุณน้อย เริ่มต้นขึ้นหลังจากจบการศึกษาด้าน บริหารการตลาด จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปี 2537 โดยเริ่มจากงานบริหารข้อมูลที่สำนักพิมพ์ แห่งหนึ่งพอทำได้สักพัก ก็ลาออกไปทำงาน เป็นเลขานุการ ที่บริษัทโบรกเกอร์อสังหา- ริมทรัพย์ ได้ทำหน้าที่เลขานุการอยู่ไม่นานนักก็ย้ายกลับมาทำงานที่สำนักพิมพ์ที่เคย ทำงาน คราวนี้มาเป็น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัย ครั้นพอเศรษฐกิจ ไม่ดีฝ่ายวิจัย ที่ตัวเองทำอยู่ ก็โดนยุบไป หันมาทำงาน ด้านบริหาร ของสำนักพิมพ์ แต่ทนพิษเศรษฐกิจ ได้ไม่นาน สำนักพิมพ์ ที่ทำงานก็ต้องลดคนพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานลาออกโดยความสมัครใจ
"คิดว่า เราน่าจะออกมาทำอะไรดี เพราะคิดว่าบริษัทมันไม่ใหญ่มากนัก สักวันหนึ่งเรา ก็ต้องโดนให้ออก สู้ลาออกแล้วได้เงินก้อนหนึ่งจะดีกว่า" หญิงสาววัย 28 ปีเศษ ย้อนอดีต ชีวิตการทำงานแต่หนหลังให้ฟัง งานที่คิดได้ในตอนนั้นคือ การขายของ เหมือนที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนกำลังทำอยู่
"ตอนนั้นคิดว่า ไม่อยากขอเงินที่บ้าน อยากหาเงินใช้เอง...มีอยู่วันหนึ่งไปหาหมอที่วชิระ ใกล้ ๆ กับสมาคมนักข่าว เห็นเขาขายของในวันพุธ จึงคิดว่า อาทิตย์หน้าน่าจะมาขอเขา ขายบ้าง เพราะเราเองก็มีเครื่องใช้หรือของเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้ที่คิดว่าน่าจะนำมาขายได้พี่ ๆ ก็ให้มาขาย จึงเริ่มต้นจากตรงนั้น" หญิงสาวชาวปักษ์ใต้เปิดเผยถึงจุดเริ่มแรกที่ทำให้ต้องมา สัมผัสกับอาชีพค้าขายในลักษณะที่เรียกว่า เปิดท้ายขายของ ซึ่งขณะนั้นฮิตมาก ใคร ๆ ก็ นิยมชมชอบที่จะมาทำอาชีพนี้ กระนั้นก็ดี งานเปิดท้ายขายของที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น กลับต้องหยุดชะงักไประยะหนึ่ง
"พอมาขายของได้สัก 2 เดือน สำนักพิมพ์เดิมก็ตามตัวให้มาทำงานอีก คราวนี้เขามีโครงการ จะเปิดหนังสือพิมพ์ใหม่ เราทำหน้าที่เป็นเลขานุการ แต่พอไปได้สักเดือนสองเดือน บริษัทก็ ไปไม่ไหว ต้องปิดกิจการจึงต้องจำใจออกมาสู้ชีวิตอีกครั้ง"
จากงานขายของที่เคยชะงักไประยะหนึ่งก็รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยครั้งนี้เธอคิดใหม่ว่า การที่ จะเร่ขายของในลักษณะเปิดท้ายขายของไปตามสถานที่ต่าง ๆ มีความเสี่ยงในเรื่องรายได้ อยู่พอสมควร เพราะบางที่ก็ขายได้ดี บางที่ก็ขายได้น้อย แล้วจะทำอย่างไรถึงจะมีรายได้ จากการขายที่แน่นอนกว่าที่เป็นอยู่
"พอดีรู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เคยเปิดท้ายขายของด้วยกัน เขาชวนให้มาขายที่นี้เพราะเห็นว่ายังมี ที่ว่างและเขากำลังต้องการคนมาขายของจึงมาติดต่อและก็ได้ขายจนถึงวันนี้" คุณน้อยเล่า ถึงจุดที่มาของการเริ่มต้นอาชีพค้าขายอย่างเต็มตัวโดยการปักหลักขายประจำอยู่ที่อาคาร พหลโยธินเพลส ย่านพหลโยธิน-สะพานควายซึ่งย่านดังกล่าวเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงาน ทันสมัยจำนวนมาก เช่น อาคารชินวัตร อาคารธนาคารกสิกรไทย อาคารไอบีเอ็ม ฯลฯ
"ตอนแรกขายที่ชั้น 2 ก่อน เขาจะมีตลาดนัดขายของทุกอย่าง โดยแบ่งพื้นที่ให้เช่า วันละ 70 บาท เราก็ไปเช่าขาย หลังจากนั้นไม่นานนักก็ย้ายที่ขายมาอยู่ชั้นล่าง แต่เป็นช่วงด้านหลัง จนเมื่อมีที่ว่างด้านหน้าก็ย้ายอีกครั้งและมาวางขายตรงนี้ได้ 2-3 เดือนแล้ว"
ทำเลที่ตั้งของร้านนั้น จะอยู่ในส่วนของพลาซ่าด้านหน้าที่ติดกับร้านแมคโดนัลด์ ซึ่งถือเป็น ทำเลทอง ที่มีคนเข้าออกมากที่สุด จุดหนึ่ง จึงไม่แปลก ที่ค่าเช่าจะแพงกว่าร้านอื่น ๆ ใน บริเวณเดียวกัน โดยจะเสียค่าเช่า เดือนละ 5,000 บาทเศษ ในขณะที่ พื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ ด้านหลังจะเสียค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาทเศษ
"แม้ว่าค่าเช่าจะแพงกว่า แต่จะขายได้ดีกว่า และ คุ้มกว่าเมื่อเทียบกับ คราวที่ขายของ ด้านหลัง" คุณน้อยบอก
สำหรับร้านค้าของคุณน้อยนั้น ถ้าใครที่ไม่เคยเห็นอาจจะนึกไม่ออกคิดว่ามีขนาดใหญ่โต แต่จริง ๆ แล้วเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ในลักษณะซุ้มขายของที่เป็นคล้าย ๆ รถเข็นสำเร็จรูป หรือ ที่เรียกว่า คีออส ซึ่งได้ออกแบบอย่างสวยงาม โดยทางผู้ให้เช่าจะมีให้พร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้อง ลงทุนลงแรงเรื่องการตกแต่งร้านค้า เพียงแต่นำของมาวางก็พร้อมที่จะขายได้ทันที
"เริ่มแรกที่ลงทุนนั้น ตัวเองมีเงินอยู่แค่พันกว่าบาท ก็ไปซื้อของพวกกิ๊ปต์ช็อปที่สำเพ็งมาขาย เพราะตัวเองเป็นคนชอบของพวกนี้"
จากเงินจำนวน 1,000 บาทเศษ ที่นำมาลงทุนนั้นถือว่าน้อยมาก จึงเริ่มต้นจากการขายของ ชิ้นเล็ก ๆ ที่ราคาไม่สูง เช่น หวี กระจก ฯลฯ และเมื่อขายได้ก็นำมาเป็นทุนหมุนเวียน ค่อย ๆ ซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ ที่มีราคาสูงขึ้น เช่น นาฬิกา กระเป๋า เสื้อผ้า ชุดนอน ฯลฯ หรือสินค้าอะไร ที่เกี่ยวกับวัยรุ่นหรือวัยทำงานก็จะนำมาขาย แต่จะเน้นของประเภทกิ๊ฟต์ช็อปเป็นหลัก
การซื้อของมาขาย จะวัดจากตัวเองก่อน ว่าชอบอันไหน เสร็จแล้วดูว่า เหมาะกับกลุ่มของ ลูกค้าที่เราจะขาย หรือไม่ หรือบางทีก็เดินดู ตามห้างว่า ตอนนี้เขากำลัง นิยมอะไรกัน ก็ จะไปหาซื้อมาขายตามนั้น คุณน้อยบอกถึงหลักการของตัวเองในการเลือกซื้อสินค้าเพื่อ ให้ตรงใจของผู้ซื้อ
นอกจากนี้ สินค้าที่นำมาขาย ต้องรู้ว่าร้านที่เรา จะไปซื้อนั้นเขามีอะไรขาย ที่จะสามารถ ซื้อได้ในราคาถูกกว่าร้านอื่น ๆ บ้าง
เมื่อก่อนตัวเอง ไม่รู้จักสำเพ็งเลย แต่พอมาขายของ ก็ไปเดินสำเพ็ง จนรู้ว่าร้านไหน ควร จะซื้ออะไรได้ เพราะแต่ละร้าน สินค้าบางตัวราคาจะไม่เท่ากัน จึงต้องเลือกซื้อ ร้านที่มี ราคาถูกกว่า เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด
จากต้นทุนราคาสินค้าที่ต่ำ จึงสามารถขายของได้ในราคาที่ไม่สูงนัก
"บางคนบอกว่า ทำไมเราตั้งราคาถูก ก็เราหาของได้ไม่แพงจึงขายถูก อย่างเมื่อก่อนเรา เดินสำเพ็งเกือบทุกวัน ก็คุยกับเจ้าของร้าน จนเกิดความสนิทสนมกัน พอเห็นเราปุ๊บ จากที่เคยขายเป็นโหล เราซื้อชิ้นสองชิ้นเขาก็ขาย แถมคิดราคาพิเศษกว่าคนอื่น" คุณน้อยบอกถึงเคล็ดลับที่ทำให้สินค้าขายดีนั่นเพราะขายในราคาถูกเมื่อเทียบกับ ร้านค้าขายของประเภทเดียวกัน โดยสินค้าส่วนใหญ่นั้นจะซื้อหาจากสำเพ็งเป็นหลัก ยกเว้นสินค้าจำพวกของที่ระลึกบางอย่างที่เพื่อนซึ่งเป็นแอร์โฮสเตสนำมาให้ขาย
"จริง ๆ แล้วเราไม่รู้จักพวกแอร์โฮสเตสเลย เขามาเป็นลูกค้าที่ร้าน คุยกันไปกันมา เขาก็เลย เอาของที่ซื้อจากต่างประเทศมาให้ขาย เราก็เห็นว่าน่าสนใจและเป็นสินค้าที่แตกต่างกับที่ เรามี จึงนำมาขายร่วมกัน"
ปัจจุบันสินค้าหลัก ๆ ที่นำมาขายจะมีพวกตุ๊กตาทั้งของไทยและญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่ขายดี เช่น ตุ๊กตา ซาลิโอ คิตตี้ โดเรมอน ฯลฯ และสินค้าของเกาหลีที่ขายดีจะเป็นของชำร่วย ประเภทแปลก ๆ เช่น ฝักบัว เป็นหน้าคิตตี้ รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้"ที่เป็นพวกปากกา ดินสอ หรือกล่องใส่ดินสอที่แปลก ๆ กล่องใส่แว่นตาที่เท่ ๆ หรือแม้แต่ไม้จิ้มฟันที่เป็น ตัวคิตตี้ก็มีขาย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่นิยมตามยุคสมัย และตามความต้องการของ กลุ่มลูกค้า เช่น อยู่ใกล้กับอาคารชินวัตร ซึ่งมีคนใช้มือถือกันมากก็จะขายอุปกรณ์ เกี่ยวกับมือถือ เช่น ปลอกใส่โทรศัพท์มือถือ สติ๊กเกอร์สำหรับติดมือถือ รวมทั้งเสามือถือ แบบแปลก ๆ และยังมีเสื้อผ้าทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย รวมทั้งชุดเด็กขายด้วย
นอกจากจะจำหน่ายสินค้าที่เลือกซื้อหามาจากสำเพ็งและสินค้าที่เพื่อนซื้อหามาจาก ต่างประเทศแล้ว ยังมีสินค้าที่ทำขึ้นมาขายเองหรือดัดแปลงเพิ่มเติมให้ดูดีมีราคาขึ้น เช่น ซื้อหมวกมาปักลายคอสติส ซื้อผ้ามาตัดเย็บเป็นกางเกงขาสั้น เป็นชุดเด็ก เป็น ถุงผ้าเล็ก ๆ และล่าสุดได้ประดิษฐ์ของชำร่วยจากเรซิน
"อย่างที่บอกแล้วว่า ตัวเองชอบงานประเภทฝีมือพวกของกิ๊ฟต์ช็อปต่าง ๆ จึงฝึกทำ ด้วยตัวเองอยู่เสมอ เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ไปเรียนการประดิษฐ์ของชำร่วยจากเรซินที่ ศูนย์เทคโนโลยีอาชีพมติชน เมื่อกลับมาก็มาฝึกทำต่อโดยทำเป็นที่ติดตู้เย็น เป็นแบบ การ์ตูนต่าง ๆ จำนวน 5 แบบ เช่น เคโละ คิตตี้ แบดแบด ฯลฯ คุณน้อยเปิดเผย และ นอกจากจะทำเป็นที่ติดตู้เย็นแล้ว ยังมีโครงการทำเป็นที่จิ้มผลไม้หัวการ์ตูน และอีก สารพัดรูปแบบที่จะทดลองทำออกสู่ตลาด"
การคิดประดิษฐ์ดัดแปลงหรือการจัดทำสินค้าขึ้นมาขายเองนั้น สิ่งสำคัญคือ จะทำให้ ลดต้นทุน เช่น ซื้อหมวกมาใบละ 50 บาท แต่เวลาปักคอสติสแล้วจะขายใบละ 150 บาท หรืออย่างของชำร่วยจากเรซิน ใช้ต้นทุนตัวละไม่ถึง 5 บาท แต่จะขายได้ตัวละ 15 บาท
"การทำสิ่งของ หรือทำสินค้าขึ้นมาขายเอง จะมีกำไรดีกว่า ซื้อสินค้ามาขายต่อ เพราะ ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่ก็มีปัญหาที่เวลาเรามีน้อย ถ้ามัวมานั่งทำด้วยตัวเอง ก็จะไม่ได้ขายสินค้าอย่างอื่น"
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ทำงานออฟฟิศ ทั้งในส่วน ของอาคารพหลโยธินเพลส อาคารใกล้เคียงและลูกค้าที่มาติดต่องาน รวมทั้งลูกค้าที่ มาใช้บริการแมคโดนัลด์ ซึ่งอยู่ติดกัน และลูกค้าในซอยที่มีฐานะดี ๆ
"ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี วันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ ยอดขายจะตกลงบ้าง เพราะคนทำงานจะ ประหยัด แต่วันเสาร์-อาทิตย์ กลับขายดีขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่มาใช้บริการร้านแมคโดนัลด์ และลูกค้าในซอยใกล้เคียง อย่างไรก็ดีช่วงที่ขายดีที่สุดจะเป็นช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานออฟฟิศพักกลางวัน"
พูดถึงยอดขายบ้าง มูลค่าการขายต่อวัน ไม่แน่นอนนัก แต่โดยเฉลี่ยแล้ว เดือนหนึ่ง ๆ ก็เป็นหมื่นบาท บางตัวกำไรเยอะ บางตัวกำไรน้อย คือที่นี่จะยึดลูกค้าเป็นหลัก อย่างเขา มาซื้อก็จะลดให้ตามราคาที่ต้องการถ้าไม่ขาดทุน ถามว่า ทำไมลดให้ง่าย ๆ อย่างนี้ เพราะ เราอยากให้เขามาเป็นลูกค้าประจำ อุดหนุนกันไปนาน ๆ คุณน้อยบอกถึงผลตอบแทนและ การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า โดยจะขายของในราคาไม่แพง พร้อมกับบอกว่า ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าได้ด้วย โดยจะอาสาไปหามาให้ตามแบบและราคาที่พึงพอใจ
และเมื่อถามถึงอาชีพการค้าขายที่กำลังดำเนินไปด้วยดี เธอบอกว่า ในความรู้สึกของ ตัวเองคิดว่าผลตอบแทนคุ้มค่า แต่ต้องขยัน ไม่ใช่ขายวันเว้นวัน และต้องพยายามเปลี่ยน สินค้าใหม่ ๆ อย่าให้ซ้ำกับแบบเดิม ๆ เพราะสินค้าประเภทกิ๊ฟต์ช็อปจะขายความสวยงาม แบบแปลกใหม่
คิดว่าจะทำอาชีพตรงนี้ไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้ว อยากจะเป็นคนส่งมากกว่า คือไปเอา สินค้าหรือตัวไหน ที่ทำเองได้ก็มาส่งให้ กับคนขายอีกที คิดว่าตรงนี้ จะทำให้สามารถ กระจายสินค้า ได้มากกว่า และผลตอบแทน ก็น่าจะดีกว่าด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้คง ต้องทำงานตรงนี้เพื่อเก็บเงินไปก่อนสักระยะ คุณน้อยบอกเมื่อถามถึงโครงการอนาคต พร้อม ๆ กับการให้ข้อคิดสำหรับผู้ที่สนใจจะทำอาชีพค้าขายเช่นที่เธอทำในทุกวันนี้
"ใครที่คิดจะเริ่มต้นในงานตรงนี้ต้องไม่อาย เพราะว่าบางคนอายที่จะต้องมาเป็นแม่ค้า อาจจะดูว่ามันต่ำต้อย ไม่สมเกียรติ กับที่เรียนจบมา แต่จริง ๆ แล้วถ้าคุณได้เห็นถึง ผลตอบแทนก็จะรู้ว่ามันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วนะ อย่างตัวเองก็เช่นกัน แรก ๆ อาย ไม่กล้า เห็นพี่สาวทำงานเป็นเซลล์ก็คิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก แต่พอทำจริง ๆ ก็ทำได้ เพราะนี้ก็คือ งานอย่างหนึ่งที่สุจริตที่มีรายได้ ฉะนั้นต้องกล้าพูดกล้าขาย อย่าอายที่ จะทำกิน"
"ถ้าอยากจะรวยต้องทำต้องสู้จนถึงที่สุด" นี่คือ ข้อคิด และนี่คือ ความมุ่งมั่น ของผู้หญิงรุ่นใหม่วัยแกร่งที่ชื่อน้อย..แต่ยิ่งใหญ่ในความคิด และความมุมานะ ที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการที่สร้างขึ้นด้วยตัวของตัวเอง

เป็นเจ้าของกิจการร้านกิ๊ฟต์ช็อปแบบรถเข็น เป็นได้ไม่ยาก

ใครที่คิดจะทำกิจการเล็ก ๆ ที่เป็นของตัวเองในลักษณะขายของ
กิ๊ฟต์ช็อปบนรถเข็นอย่างที่ คุณน้อย-ธัญลักษณ์ รุ่งเรือง กำลังทำนั้น มีข้อแนะนำว่า เดี๋ยวนี้ตามอาคารสำนักงานหรือตามออฟฟิศใหญ่ ๆ จะมีส่วนของพลาซ่า หรือส่วนของร้านค้าโดย
ส่วนมากจะอยู่ที่ชั้นล่างไว้ให้เช่าพื้นที่ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ

บางที่บางแห่งจะมีร้านค้า คีออส สำเร็จรูปที่ออกแบบสวยงาม โดย
จะต้องเสียค่าเช่าประมาณเดือนละ 3,000-7,000 บาท แล้วแต่
ขนาดพื้นที่ และทำเล ขอให้สังเกตว่า ที่ใดมีร้านค้าประเภทนี้ก็ให้
เข้าไปติดต่อที่ฝ่ายการตลาดของส่วนอาคารสถานที่

กรณีมีหลายร้าน จะคัดเลือกโดยพิจารณาดูว่าสินค้าที่เราจะขาย
แตกต่างกับที่มีวางขายอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าซ้ำกันหลายร้านอาจจะไม่
ได้รับพิจารณา เพราะคู่แข่งจะมากและในที่สุดก็จะขายไม่ได้

จริง ๆ แล้ว ร้านค้าลักษณะที่ว่า นี้จะมีก็เฉพาะห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ แต่ในระยะหลังที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี จะมีร้านค้าประเภทนี้เกิดขึ้นมากตาม
อาคารสำนักงานต่าง ๆ ก่อนจะเข้าไปติดต่อขอให้สำรวจดูว่า กลุ่มลูกค้า
มีมากน้อยแค่ไหนสินค้าที่จะขายตรงกับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ และสุดท้าย
ต้องถามใจตัวเองว่ามีความมุ่งมั่นที่จะทำอาชีพค้าขายมากเพียงพอที่
จะสามารถไต่เต้าไปสู่การเป็นเถ้าแก่หรือเจ้าของกิจการได้สักเพียงใด

เมื่อเงินทุนพร้อม จิตใจพร้อม ก็อย่ารอช้าที่จะสร้างฝันให้เป็นจริง

ติดต่อพูดคุยขอคำแนะนำกับคุณน้อยได้ที่ โทร.(10) 616-1818






แหล่งที่มา :- เส้นทางเศรษฐี พฤศจิกายน 2542

TOP



.
. .
. Copy right(C)1999 by Amnart Viengkham. .