ทุนทางปัญญา
"ในยุคปัจจุบันการครอบครองข้อมูลข่าวสารและความรู้จะมีอำนาจมากกว่าการเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติโรงงานใหญ่ ๆ
หรือตัวเลขทางบัญชีเงินฝากในแบงก์เสียอีก"
ความสำเร็จของบริษัทจะเกิดขึ้นเพราะบริษัทมีข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพเหนือคู่แข่ง ไม่จำเป็นว่าบริษัทนั้นจะต้องมีความ
ใหญ่โตหรือมีทรัพยากรภายนอกมากมาย บริษัทอย่าง WalMart Microsoft และ Toyata นั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียเพราะว่าบริษัท
มีขนาดใหญ่โตหรือมีฐานะทางการเงินที่แข็งกว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง Sears IBM และ Gernal Motors แต่ความสำเร็จของบริษัทเหล่า
นี้อยู่ที่การเป็นเจ้าของทรัพยากรที่เรียกว่า "ทุนทางปัญญา" มากกว่าต่างหาก
"ทุนทางปัญญา ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องมีผู้รงคุณวุฒิทางปริญญาเอกมารวมตัวกันที่ห้องแล็บเพื่อทดลองและหา
สูตรพิเศษให้กับบริษัท และทรัพยากรทางปัญญาก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเอกสารทางสิทธิบัตรเท่านั้น สิทธิบัตรเป็นแต่เพียงงผลพลอยได้
ที่ตามมา ทุนทางปัญญาคือ องค์รวมทั้งหมดที่ทุก ๆ คนในบริษัทได้นำความรู้ที่ตนเองมีมาปรับเข้าด้วยกัน
และทุนทางปัญญาในที่นี้ก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทุนทางปัญญาตามนิยามที่นักบัญชีและนักธุรกิจเข้าใจกันว่าคือทที่ดิน โรงงาน เครื่องจักรหรือ
เครื่องมือ และเงินทุนหมุนเวียน เพราะทุนทางปัญญาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้"
ทุนทางปัญญาหมายถึงความรู้ของพนักงานไม่ว่าจะเป็นสู๖รเคมีที่พนักงานค้นพบอันมีมูลค่าเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ การนำ
เสนอวิธีการในพัฒนาประสิทธิภาพงานของพนักงาน หรือการเชื่อมโยงการสื่อสารทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่พนักงานได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบ
สนองาต่อลูกค้ารวดเร็วขึ้น ทุนทางปัญญาคือการร่วมมือกันในการเรียนรู้ระหว่างบริษัทและลูกค้าซึ่งจะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่แน่น
แฟ้นและลูกค้ากันมาใช้บริการของบริษัทอีก
"ทุนทางปัญญาจึงหมายถึงเนื้อหาทางปัญญาและทางความคิด คือความรู้ ข่าวสาร ทรัพย์สินทางปัญญา และประสบการณ์"
อันเป็นอำนาจที่คิดอ่านมาจากสมอง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้นิยามและยิ่งยากมากยิ่งขึ้นเมื่อจะนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้า
ใครเข้าใจและสามารถนำใช้ได้แล้ว เขาผู้นั้นคือผู้ชนะ นั่นเป็นยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารซึ่งต่างจากยุคอุตสาหกรรมในอดีต
โลกเศรษฐกิจที่ผ่านมาเราสามารถสัมผัสและซื้อขายสินค้าเชิงกายภาพได้ ปัจจัยในการสร้างและประดิษฐ์สินค้า ได้แก่
ที่ดิน ทรัพยากรทางธรรมชาติ เช่นน้ำมันหรือแร่ธาตุ แรงงานมนุษย์ และเครื่องจักรและเป้าหมายขององค์กรคือการดึงดูดเงินตราซึ่งพวกเขาก็ทำได้
ตามเป้าหมาย
แต่ในยุคปัจุบันความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นจากการสะสมองค์ความรู้และข้อมูลข่าวสาร และไม่เพียงแค่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
แต่ยังรวมำปถึงข้อมูลที่ได้มาจากข่าวสารด้านอื่นๆ คำแนะนำ ความบังเทิง การสื่อสาร และการบริการ ทั้งปวงนี้กลายเป็นเศรษฐศาสตร์ว่าด้วย
การใช้วัตถุดิบในการสร้างผลผลิตที่มีคุณค่า สินทรัพย์ประเภทที่ดินแรงงานจำนวนมาก เครื่องมือหรือโรงงานเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในศาสตร์ใหม่
นี้ สิ่งที่จำเป็นคือสินทรัพย์(ทุน)ทางปัญญาเท่านั้น
ที่ปรึกษาทั้งหลายมักจะนิยมใช้ภาษาเชิงเศรษฐศาสตร์เรียกมิติใหม่นี้ว่า "Paradigm Shift" (การเปลี่ยนแปลงประบวนทัศน์)
ซึ่งหมายถึงอะไรนั้นจริง ๆ ก็ยังตกลงกันไม่ได้ บริษัทที่นิยมศัพท์ใหม่ ๆ ก็จะชอบคำว่า "Learning Organizations" (องค์กรแห่งการเรียนรู้)
ซึ่งเป็นคำที่หนังสือ The Fifth Discipline โดย Peter Senge ได้จุดประกายให้คนทั้งหลายเปิด Server ในอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แต่ตนแล้วจนรอดคำว่า learining Organisation ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร พอ ๆ กับคำว่า "The information Economy"
(เศรษฐกิจเชิงข้อมูลข่าวสาร) หรือคำว่า The Knowledge Era (ยุคแห่งความรู้) เป็นที่สงสัยว่าจะมีมคร รู้หรือไม่ว่าคำเหล่านี้หมายถึง
อะไรกันแน่
คำว่า Great Transformation(การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ้งใหญ่) คืออะไร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในวิถีการค้าขายและการบริหาร
บริษัทต่าง ๆ บริหารความรู้อย่างไร พวกเขาจะค้นพบความรู้ได้อย่างไรและถ้าพบแล้วจะเก็บรักษาอย่างไร จะปรับความรู้นั้นและนำมาใช้
ใหม่อย่างไรโดยที่ยังคุณค่าและความทันสมัยอยู่เสมอ และยุคข้อมูลข่าวสารจะมีผลต่อเราอย่างไรไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบอาชีพหรือความก้าวหน้าทางการงาน
แม้ว่าคำตอบที่ได้อาจจะยังไม่ชัดเจนแต่สื่งท่แน่นอนก็คือเรากำลังอยู่นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วถึงขั้นรากเหง้าเลยทีเดียวที่คาดว่าจะได้ทำงานสบาย ๆ
เพื่อรอตำแหน่งดีๆ ต่อไปได้จบลงแล้วและแม้แต่บริษัทที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่มาก่อนก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใหญ่เสมอไป
สองในสามของบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อนและเคยตืดอันดับใน Fortnue 500 ในปี 1954 วันนี้ไม่หลงเหลืออีกแล้ว ระหว่างปี 1979-1994
จำนวนพนักงานที่ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ได้ลดลงจาก 16.2 ล้านคนเป็น 11.6 ล้าน
แหล่งที่มา :MBA "คน" กับ "ปัญญา"
ลำดับที่ 5