วันพฤหัส 23 กุมภาพันธ์ 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > กีฬา > หนึ่งแต้มที่ยิ่งใหญ่ของ ทีมชาติไทย

หนึ่งแต้มที่ยิ่งใหญ่ของ ทีมชาติไทย

หมวดหมู่ : กีฬา 18 พฤศจิกายน 2016 เปิดอ่าน 175 ครั้ง

ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม 12 ทีมสุดท้าย นัดที่ 5 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขุนพลช้างศึก “ทีมชาติไทย” สามารถประเดิมแต้มแรกได้หลังจากที่เสมอกับขุนพลจิงโจ้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” 2-2 ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยได้บ้างในช่วงท้ายปีแห่งความเศร้าโศกแบบนี้

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9zcC8wL3VkLzc5LzM5OTM2MS9qai5qcGc=

ก่อนหน้านี้ 4 นัด “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองและลูกทีมไม่สามารถเก็บคะแนนได้เลยจากความพ่ายแพ้ชนิดที่ว่าน่าเสียดายและน่าเจ็บใจ โดยเฉพาะเกมที่แพ้ “ซาอุดิอาระเบีย” กับ “อิรัก” ที่เจอพิษผู้ตัดสินจากจีน หรือเกมกับ “ญี่ปุ่น” ในราชมังคลากีฬาสถาน ที่ทำให้เราได้รู้ว่าฟุตบอลระดับเอเชียหรือระดับโลก มันยากกว่าที่คิดเยอะ!

เกมล่าสุดต้องให้เครดิตทีมชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวซิโก้เอง ที่ก่อนหน้านี้เจอแรงกดดันพอสมควรจากสื่อมวลชนและแฟนบอลบางส่วน ซึ่งสิ่งที่เจ้าตัวทำได้คือก้มหน้าก้มตาทำงาน ฝึกซ้อมนักเตะรวมทั้งการรับฟัง “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ที่ต้องยอมรับว่าหลายๆครั้งถูกสื่อบางสำนักตีข่าวว่า “กินเกาเหลา”

ที่สำคัญคือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง จากก่อนหน้านี้ที่เล่นในระบบกองหลัง 4 คนมาตลอด แต่เกมนี้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปลี่ยนแผนมาเล่นระบบกองหลัง 3 คนพร้อมสลับสับเปลี่ยนนักเตะในบางตำแหน่ง หลังจากถูกค่อนแคะว่าทำไมใช้แต่ตัวเดิมๆ

รวมทั้งเกมรุกที่กล้าใช้ “เจ้าปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่มีจุดเด่นเรื่องความแข็งแกร่ง ชนิดที่ว่าเบียดกับฝรั่งได้สบาย ซึ่งปัญหาก่อนหน้าของเจ้าตัวคือเรื่องประสบการณ์และเล่นไม่เข้าระบบทีม เพราะเป็นนักเตะที่เพิ่งมาติดทีมที่หลัง แต่ก็ใช้เวลาจนทำให้ตัวนักเตะเข้าใจและเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในเกม

เอาเป็นว่าเกมกับออสซี่ถึงแม้เสมอ แต่ก็เห็นถึงความเป็นโค้ชที่ชั่วโมงนี้เหมาะสมกับการคุมทีมช้างศึกทุกประการ โดยเฉพาะความ “ใจถึง” กล้าตัดสินใจและกล้าเปลี่ยนแปลงถึงจะถูกกดดันก็ตาม

19 วันที่เก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเชื่อว่าความประสงค์ของซิโก้ คงอยากเก็บตัวเงียบๆ แต่ด้วยกระแสฟุตบอลทีมชาติไทยที่อยู่ในความสนใจของคนไทยทุกคน คงห้ามไม่ให้มีข่าวหรือสื่อเข้าไปเกาะติดไม่ได้ ซึ่งซิโก้เองก็สามารถพูดคุยและให้พื้นที่สื่อเข้าไปเสนอข่าวอย่างเหมาะสม อะไรที่อยากปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้แผนรั่วก็ขอไว้ อย่างเกมที่ปิดสนามลงทีมฝึกซ้อม สื่อก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ในส่วนของนักเตะเองต้องให้เครดิตนักเตะทุกคนที่เล่นกันแบบ “วิ่ง สู้ ฟัด” เต็มที่ตลอด 90 นาที เล่นตามหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเกมรับที่นักเตะทุกคนต้องลงไปช่วยเวลาโดนบุก ก็พร้อมทำหน้าที่เป็นกองหลังไปในตัว ไม่มีเล่นบอลจังหวะพร่ำเพรื่อ เคลียร์บอลจังหวะที่เสี่ยงออกไปไม่มียึกยัก

อีกคนที่ส่วนตัวอดใจชมไม่ได้คงเป็น “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักเตะซุปตาร์หมายเลข 1 ของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “ทัศนคติ” ในการเล่นฟุตบอล มุ้ยเล่นเพื่อทีมมาก่อน ช่วงหลังจากที่เจ้าตัวกลับมาจาก “อัลเมเรีย” เราอาจจะเห็นมุ้ยยิงประตูในระดับสโมสรได้น้อยลง แต่ฝีเท้าได้ดูแบบเต็มๆ ยอมรับว่า “เก่งขึ้น” จังหวะไหนเพื่อนมีโอกาสดีกว่าส่งบอลตลอด ไม่มีจังหวะฝืนไปยิงเองเหมือนกองหน้าหลายๆคน

บวกกับคลาสบอลที่มองว่าสู้กับฝรั่งได้สบาย รวมทั้ง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่สร้างโอกาสให้กับทีมชาติไทยได้จากตำแหน่งกองกลางตัวรุกเพียงคนเดียว โดยเฉพาะประตูแรกที่ผ่านบอลให้มุ้ยจนเป็นประตู

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าไปดูสถิติในเกม เราไม่เป็นรองออสซี่เท่าไหร่ ทั้งที่ค่าเฉลี่ยรูปร่างเราเป็นรองกว่าเยอะ ทั้งเปอร์เซนต์การครองบอลประมาณ 40 ต่อ 60 โอกาสยิงประตูน้อยกว่า 2 ครั้งแต่ยิงเข้ากรอบเท่ากันคือ 5 ครั้ง

มาถึงตรงนี้น่าเสียดายแทนแฟนบอลไทยที่ไม่ได้เข้าไปชมเกมในสนาม ว่าคุณพลาดแมตช์ที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ปีนี้ ของทีมที่คุณรักซะแล้ว

กับหนึ่งแต้มที่ยิ่งใหญ่ของทีมชาติไทย

โดย แบงค์ พิพัช

http://sport.sanook.com/399361/

เปิดอ่าน 175 ครั้ง